วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563
"ปี"คู่รักต้องห้าม
ชวด - มะเมีย ทั้งคนปีชวดและปีมะเมียต่างเป็นคนที่มีเสน่ห์ในตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เกิดปีมะเมียจะเชื่อมั่นในตนเอง เร่าร้อน และดึงดูดในเพศตรงข้าม จึงมักไม่ค่อยมีคู่เดียว ไม่ชอบคนขี้หึง ในขณะที่คนเกิดปีชวดจะเป็นคนค่อนข้างขี้หึง และเป็นคนอารมณ์ร้อนพอๆ กับคนเกิดปีมะเมีย ที่ทั้งร้อนและยังเอาแต่ใจตัวเอง ร้อนกับร้อนมาเจอกันมักอยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้
ฉลู - มะแม คนเกิดปีฉลูเป็นคนค่อนข้างนิ่งสงบ จนไม่ค่อยจะโรแมนติก ขาดความยืดหยุ่นในชีวิต หัวโบราณ ดื้อเงียบ แต่มีความมานะ อดกลั้น ขยันทำงาน เจ้าระเบียบ มีกฏเกณฑ์ ส่วนคนที่เกิดปีมะแมชอบทำอะไรที่เรียบง่าย เป็นคนใจอ่อน ไม่นิยมความรุนแรง วิตกจริต คิดมาก ถ้าได้เป็นคู่กันแล้ว ชีวิตจะไม่มีอะไรตื่นเต้น ซังกะตายยังไงยังงั้น แถมทั้งคู่ยังเป็นพวกเจ้าทุกข์ ชอบแบกภาระหรือทุกข์ของชาวบ้าน
ขาล - วอก ในสมัยก่อนจะถือกันว่า ถ้าเป็นเพศหญิงที่เกิดในปีขาล ดวงแรง มักกินผัว ถ้าเป็นชายเกิดปีขาล มักจะมีอารมณ์ทางเพศเร่าร้อน เจ้าชู้ ใครได้ไปก็ลำบาก เสือเปรียบเสมือนเจ้าแห่งสัตว์ป่า มีอำนางและเสน่ห์ พอมาเจอคนปีวอก ตัวแทนแห่งความสนุกสนาน เฉลียวฉลาด คล่องแคล่วว่องไว คิดเร็ว ทำเร็ว เปิดเผย มีอารมณ์ขัน และชอบเย้าแหย่ ยั่วยวน กวนโทสะ จนทำให้คนปีขาลอารมณ์เสีย มักมีเรื่องขัดแย้งกันได้ง่าย
เถาะ - ระกา คนปีเถาะมักมีอารมณ์ปรวนแปรเช่นเดียวกับคนปีระกาที่อารมณ์ร้อน จิกกัดเหน็บแนม ขี้ประชด พูดไม่เข้าหูคน ต่างคนต่างหงุดหงิด ทำให้ไม่มีใครยอมใคร อีกทั้งปีเถาะมักบ้างาน และเห็นงานสำคัญกว่าคนรัก ทำให้คนปีระกาที่ขี้ระแวงอยู่แล้ว ยิ่งระแวงหนัก สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการทะเลาะกัน
มะโรง - จอ ทั้งปีมะโรงและปีจอเป็นผู้ให้และเสียสละกันทั้งคู่ ถ้าได้มาอยู่ด้วยกัน และต่างคนต่างให้ ก็จะไม่ค่อยเหลือ แถมยังช่วยเหลือผู้อื่น แบกภาระไว้ในอกเสมอ ถ้าต่างฝ่ายต่างไปยุ่งเรื่องคนอื่นจนไม่มีเวลาให้แก่กัน แล้วยังเก็บมาคิดมาก กังวล ก็จะทำให้ต่างฝ่ายต่างเครียด
มะเส็ง - กุน คนปีมะเส็งเป็นคนมีเสน่ห์ น่าลุ่มหลง มีเล่ห์เหลี่ยม แต่คนปีกุนเป็นคนใจอ่อน มองโลกในแง่ดี ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เรื่อยๆ เฉื่อยๆ กินอยู่ง่าย และไว้ใจคนง่าย จึงมักตกเป็นเหยื่อเสมอ ผิดกับคนปีมะเส็ง ขี้ระแวงตลอดเวลา เป็นคนช่างเลือก มักคัดสรรคู่ให้ตรงกับทัศนคติของตนเอง เป็นคนมีมาด สง่างาม ไม่เหมือนคนปีกุนที่ไม่ค่อยมีรสนิยม เรียบง่ายเกินไป ไม่รู้จักเพิ่มสีสันให้ตัวเอง ถ้าอยู่ด้วยกันก็อาจจะไปไม่รอดตลอดรอดฝั่ง เพราะทัศนคติไปคนละทาง
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552
ขอไว้อาลัย แด่การจากไปของทุกชีวิตที่ Santika Club "ไฟไหม้ซานติก้าผับ"
ขอทุกท่านโปรดอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ที่เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย
(1 ม.ค.)เมื่อเวลา 00.20 น. ร.ต.ท.สุทิน พงศ์คำพรรณ ร้อยเวร สน.ทองหล่อรับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ ตั้งอยู่เลขที่ 235/11ซอยเอกมัย 9 - 11 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย ดีประเสริฐวิทย์ ผบก.น.5 พ.ต.อ.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา ผกก.สส.น.5 และประสานเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย พร้อมรถดับเพลิงขนาดใหญ่ประมาณ 10 คัน หน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญู แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ
ที่เกิดเหตุภายในผับดังกล่าวเป็นอาคารเดี่ยวในพื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตรปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ยกระดับ 3 ชั้น เป็นชั้น 1 ชั้น 2 และชั้นใต้ดิน ภายในอาคารเกิดเพลิงโหมลุกไหม้อย่างหนักและสะเก็ดไฟยังตกลงมาสู่พื้นอย่าง รวดเร็วทำให้นักเที่ยวถูกไฟลวกตามร่างกายจำนวนมาก นักเที่ยวที่อยู่ด้านในประมาณ 1,000 คน ต่างวิ่งหนีตายกันออกมาด้านนอกอย่างอลหม่าน แต่ยังมีบางส่วนไม่สามารถหนีเปลวเพลิงออกมาได้ ถูกไฟคลอกและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่พยายามช่วยอย่างเต็ม ที่ แต่เนื่องจากเพลิงที่โหมลุกไหม้อย่างหนัก ประกอบกับอาคารที่ถูกความร้อนอย่างหนักจนเกิดการทรุดตัว ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น จนผู้ที่ติดอยู่ด้านในที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ถูกไฟคลอกตายอยู่ด้านหน้า ทางออก เป็นที่น่าอนาถอย่างมาก อีกทั้งแม้ประตูทางออกมีถึง 5 ประตูแต่เนื่องจากนักเที่ยวบางส่วนไม่ทราบและพยายามแย่งกันออกทางประตูด้าน หน้าจึงทำให้เหยียบกันตายอยู่ด้านหน้าประตูทางออกอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ทราบว่ามีผู้บาดเจ็บที่หนีตายออกมาได้ก่อนซึ่งส่วนใหญ่จะถูกไฟลวก ตามร่างการถูกส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียงอีกจำนวนมาก
ส่วนด้านใน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่เนื่องจากอาคารดังกล่าวถูกความร้อนอย่างหนักจนเพดานเกิดการทรุดตัว เจ้าหน้าที่จึงต้องฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อระบายควันและบายความร้อน ก่อนรอจนแน่ใจว่าอาคารจะไม่ทรุดตัวลงมาจึงเข้าดำเนินการตรวจสอบด้านใน และลำเลียงผู้เสียชีวิต ออกมาได้ทั้งสิ้น 53 ศพ และตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างอยู่ภายใน ซึ่งการทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากเนื่อง จากเกรงว่าอาคารจะทรุดตัวลงมาอีก
จากการสอบสวน นายสมชาย เฟรนดี้ อายุ 28 ปี นักเที่ยวที่มาฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ซานติก้าผับ กล่าวว่า ตนมาเที่ยวที่ซานติก้า ผับ ก่อนเกิดเหตุทางร้านมีการจัดพลุเอฟเฟค ไว้ที่บริเวณด้านหน้าเวทีเพื่อจุดฉลองหลังจากที่มีการเคาท์ดาวน์แล้ว โดยเมื่อเคาท์ดาวน์เสร็จทางร้านได้จุดพลุดังกล่าว แต่พลุเกิดระเบิดรุนแรงกว่าจนลุกลามไปติดยังฝ้าเพดานที่หุ้มด้วยฟองน้ำเก็บ เสียงซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับจังหวะนั้นมีเสียงตะโกนว่าไฟไหม้ ผู้ที่มาเที่ยวจึงเกิดการแตกฮือพยายามยื้อแย่งกันออกมาภายนอก อีกทั้งนักเที่ยวที่อยู่บนชั้น 2 นั้น จะไม่มีทางออกต้องวิ่งแย่งกันลงมาด้านล่างเพื่อออกทางประตูทำให้เกิดเหตุสลด ดังกล่าวขึ้น
วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ห้องสีชมพู มช.
โดยเฉพาะนศ.หญิงที่จะต้องพักที่หอ 8
โดยรุ่นพี่ที่เคยอยู่หอนี่จะบอกและย้ำเสมอว่า
เวลาจะเข้าห ้องน้ำต้องเอาเพื่อนไปด้วยเสมอ ห้ามลืมเด็ดขาด!!
นี่คือคำเตือนของรุ่นพี่ประจำหอ ที่เพื่อนผมได้ฟังตอนปีหนึ่ง
แล้วรุ่นพี่อีกคนก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติของห้องสีชมพูนี้
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วปี 32 ของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง
ซึ่งประเพณีหรือเรียกว่ากฏของ มช.คือเด็กปีหนึ่งทุกคนต้องอยู่หอใน
เพื่อที่เวลาพี่เรียกมาทำกิจกรรมรับน้องจะได้พร้อมกันอย่างรวดเร็ว
ส่วนคนที่อยู่เชียงใหม่ส่วนมากจะกลับบ้านเย็นวันศุกร์(ถ้าวันเสาร์รุ่นพี่ไม่นัด)กลับเข้าหอก่อนเย็นวันอาทิตย์
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุ่นพี่ต่างคณะเกิดมาชอบนศ.หญิงน้องใหม่คนหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งดูรักกันมากขึ้นทุกวันจนมาถึงกลางเทอ ม
รุ่นพี่คนนี้เลยชวนนศ.หญิงไปอยู่ด้วยกันที่หอหลังมช.
ทุกเย็นวันศุกร์หน้าหอ 8 จะมีรุ่นพี่คนนี้มาจอดรถรอนศ.หญิงคนนี้ทุกครั้ง
และจะมาส่งตอนเย็นวันอาทิตย์ทุกครั้ง
เป็นไปอย่างนี้เกือบจะ 5 เดือนจนเป็นที่อิจฉาของเหล่านศ.หญิงที่หอนั้น
ใครเห็นก็ต่างพูดแซวอยู่ตลอดเวลา ทำให้นศ.หญิงรู้สึกดีใจและรักรุ่นพี่คนนี้ม าก
แต่ต่างกันรุ่นพี่คนนี้เริ่มที่จะตีตัวออกห่าง เพราะรู้สึกว่านศ.หญิงคนนี้
เริ่มที่จะจริงจังกับตนเองมากเกินไป
แล้ววันที่นศ.สาวคนนี้เสียใจที่สุดและได้สร้างตำนานอันลือลั่นก็มาถึง
เย็นวันศุกร์ที่รุ่นพี่จะต้องมารับเป็นประจำทุกครั้ง..แต่วันนี้รุ่นพี่มาถึงก็ดึกมากแล้ว
นศ.หญิงเลยถามว่าทำไมมาดึกซึ่งหลายคนก็บอกว่าเพราะรุ่นพี่คนนั้นไปติดพันธ์หญิงอีกคนอยู่
นศ.หญิงคนนี้ได้ยินแล้วก็เก็บไว้ในใจตลอดไม่กล้าที่จะถามเพราะกลัวเสียคนรักไป
และเธอก็บอกกับรุ่นพี่คนนี้ว่ามีเรื่องที่จะพูดด้วย เป็นเรื่องสำคัญมาก
รุ่นพี่คนนี้ก็บอกให้ไปคุยกันที่หอหญิงสาวคนนี้ก็เลยซ้อนรถไปแล้วก็คุยขณะที่ซ้อนรถอยู่
บอกว่าตนเองตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้วพอได้ยินแค่นั้นรุ่นพี ่คนนี้ก็จอดรถทันที
แล้วก็ถามย้ำว่าเมื่อกี้พูดว่าอะไร หญิงสาวเลยย้ำไปว่าตังครรภ์ได้ 3 เดือนแล้ว
รุ่นพี่คนนี้ไม่รับผิดชอบหาว่า หญิงสาวนอกใจไปคบชายอื่น พอท้องแล้วจึงมาอ้างว่าตนเป็นคนทำ
รุ่นพี่คนนี้ขอบอกเลิกเธอในทันที และปล่อยให้เธอเดินจากหลัง มช.กลับมาที่หอตามลำพัง
ระหว่างทางหญิงสาวก็คิดเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งความรู้สึกเสียใจปนความเคียดแค้นต่อชายหนุ่มที่ทิ้งเ ธอไป
บวกกับกลัวทางบ้านจะรู้ความจริงและทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ทำให้เธอตัดสินใจเอาเด็กออก
แต่เธอไม่กล้าพอที่จะไปที่โรงพยาบาลหรือบอกให้ใครทราบ
พอมาถึงห้องเมทไม่อยู่เพราะกลับบ้านกันหมด
เธอเลยเอาเด็กออกด้วยตัวเอง โดยการเอาไม้บรรทัดเหล็กกระทุ้งจนมดลูกฉีกเธอทำไปโดยไม่รู้วิธีการที่ถูก ต้อง ทำให้เธอเกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรง
ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเธอได้เขียนข้อความไว้บนกำแพงห้องนั้นว่า
'กูมีมึงคนเดียว'
วันรุ่งขึ้นเมทร่วมห้องก็เข้ามาที่หอด้วยท่าทีวิตกกังวล และได้ไปที่ห้องพักที่เธอได้พักกับหญิงสาวคนนี้
ก็ได้พบกับศพของหญิงสาว รอยเลือดกระจัดกระจายและข้อความบนกำแพงจึงแจ้งให้ป้าผู้คุมหอทราบ
ก็ได้มีการสอบสวนเมทคนนี้ว่ารู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนเสียชีวิต
เมทคนนี้ก็บอกว่าเมื่อคืนฝันเห้นเพื่อนมาบอกลา และให้ไปเอาศพที่ห้องลงมาด้วย
แถมยังฝากบอกป้าคุมหออีกว่า ห้ามใครก็ตามมายุ่งกับห้องของเธอ
หลังจากจัดการเรื่องศพและงานศพเรียบร้อยแล้วน้นก็ได้มีการทำความสะอาด ห้องนั้นโดยใช้ผ้าชุดน้ำเช็ดรอยเลือดให้สีจางลง เปลี่ยนที่นอนและผ้าปูที่นอนใหม่จนห้องเกือบจะสะอาดเหมือนเดิม
แต่รุ่งขึ้นสิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกก็คือ ทั้งรอยเลือดและข้อความที่หญิงสาวคนนั้นทิ้งไว้ไม่ได้หายไป
แต่รอยเลือดกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ทางหอเลยพิจารณาเอาสีใหม่มาทาทับไม่ให้เห็นรอยเลือด
แต่แล้วพ อวันรุ่งขึ้นรอยต่างๆก็กลับมาอยู่ดังเดิมเหมือนกับไม่ได้มีการนำสีมาทาแต่อย่างใด
ทางหอเลยได้เชิญพระที่วัดฝายหินมาทำพิธีแต่พระท่านบอกว่าทำพิธีไล่ไปคงไม่ได้เพราะวิญญาณนี้เฮี้ยนมาก
เพราะยังมีความอาฆาตและมีลูกในท้องอีกด้วย เลยได้แต่ทำการสะกดวิญญาณไม่ให้ไปหลอกคนในหอ
หลังจากทำพิธ ีสะกดวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ทางหอก็ได้ทาสีห้องใหม่แต่คราวนี้ใช้สีชมพู
เพราะจะได้มองไม่เห็นคราบเลือดบนกำแพง จนกลายมาเป็นตำนานห้องสีชมพูจนถึงเดี๋ยวนี้
ปัจจุบันนี้ผมไม่ทราบนะว่าห้องนั้นใช้ทำอะไรแต่ตอนที่เพื่อนผมอยู่ที่หอ 8 นั้นเพื่อนบอกว่าห้องนั้นใช้เป็นห้องเก็บของที่ไม่ใช่แล้ว เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปได้แต่โยนๆของเข้าไปเท่านั้น
เพราะเคยมีแม่บ้านเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้เพราะประตูถูกล็อค ทั้งๆที่ลูกบิดและที่ล็อคห้องนั้นมันล็อคจากด้านใน
ส่วนเหตุการณ์ที่เพื่อนผมเจอนะ อยากรู้ไหมถ้ากล้าพอจะอ่านก็อ่านเลย
ห้องสีชมพูนี้จะอยู่ที่ชั้น 2 ของถ้ามองจากด้านหน้าหอ 8 หญิงจะอยู่ฝั่งซ้ายไม่แน่ใจว่าเป็นห้องเลขอะไร ตอนนั้นทั้งแถบนั้นไม่มีนักศึกษาอยู่ใกล้ห้องนั้นแม้แต่คนเดียว
เพราะกลัวเกี่ยวกับประวัติห้องสีชมพูนั้นมาก
แต่เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่ามีนศ.หญิงท่าทางออกผู้ชายคนหนึ่งดูเหมือนจะไม่เชื่อกับเรื่องที่เล่าเท่าไหร่
เลยบอกว่างั้นถ้าไม่มีใครอยู่จริงๆ ขออยู่ใกล้ๆห้องนั้นแหละเพราะเงียบดีจะได้ไม่มีใครรบกวน
ป้าผู้คุมหอตอนนั้นก็เลยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจเพราะลงชื่อห้องไปแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้เพราะห้องจะไม่ว่างพอที่จะรับแน่ๆ
นศ.คนนั้นก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะอยู่ที่แถบนั้นแหละห้องไหนก็ได้ ป้าเขาเลยให้ตรงชั้น 2 นั้นมาห้องของนศ.หญิงคนนี้อยู่ถัดจากห้องสีชมพูไปอีก 2 ห้อง
อยู่ใกล้ๆห้องน้ำ (หอหญิง 8 ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมจะอยู่สุดทางฝั่งขวาถ้านับจากด้านหน้าตึกก็จะอยู่ ลึกสุดของแต่ละชั้น) นศ.คนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวอะไร
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ตอนที่รับน้องอยู่เพื่อนผมก็ถามว่าเจออะไรแปลกๆบ้าง ไหม นศ.คนนี้ก็ตอบว่าไม่เจอนี่ เรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังนะอย่าไปเชื่อม ากเลยแต่งขึ้นมาให้รุ่นน้องกลัว ทั้งนั้นแหละ
และหลังจากรับน้องเสร็จคืนนั้นเอง หอ 8 หญิงก็ต้องตื่นกันทั้งหอตอนตี 2 เพราะได้ยินเสียงกรี๊ดของนศ.คนนี้ดังลั่นป้าผู้คุมหอ รปภ.หน้าประตูหอและนศ.ทั้งหมดต่างออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เพื่อนผมก็เดินขึ้นไปดูตามป้าเจ้าของหอและรปภ.จะเปิดประตูแต่ประตูห้อง ล็อค ป้าผู้คุมหอก็เลยบอกว่าเปิดประตูห้องสิ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ เป็นอะไรรึเปล่า
นศ.คนนี้ก็ตะโกนออกมาบอกว่าประตูไม่ได้ล็อคแต่มีผู้หญิงคนนี้ดึง ประตูไว้อยู่ พูดแค่นั้นทั้งป้าผู้คุมหอ รปภ.และเพื่อนผมพร้อมกับนศ.หญิงอีกหลายคนรีบวิ่งแทบจะไม่ทัน
แต่พอวิ่งกำลังจะลงมาประตูห้องก็เปิดออกเอง นศ.หญิ งคนนั้นสลบคาห้องต้องเอามาประถมพยาบาลข้างล่าง
โดยเพื่อนผมบอกว่ากว่าจะเข้าไปเอาตัวออกมา ป้าผู้คุมหอต้องไปเอาองค์พระพุทธรูปที่หิ้งพระขึ้นมาเลยทีเดียว ส่วนรปภ.ก็ต้องเอาสร้อยพระออกมาถือชูไว้ด้านหน้า
แล้วค่อยๆอุ้มนศ.คนนั้นออกมาโดยให้นศ.ช่วยกันดันไม่ให้ประตูปิด
พอปฐมพยาบาลเสร็จแล้วนศ..คนนั้นฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้บอกว่าจะลาออกไปเรียนที่อื่น
จนตอนเช้าพ่อแม่ก็บินมาจากกรุงเทพมาหาที่หอพักแล้วให้นศ.คนนี้มาเล่าให้ ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะพ่อแม่นศ.คนนี้ไม่เชื่อว่าลูกถูกผีหลอกน่าจะโดนเพื่อนแกล้งมากกว่า
นศ.คนนี้เลยเล่าให้ฟังว่าตอนที่อ่านหนังสืออยู่ ก็ได้ยินเสียงคนหายใจใกล้ๆหู จากนั้นก็ได้ยินเสียงขาเตียงเลื่อนเหมือนมีคนนั่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเสียงจากด้านล่าง
ซักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนหายใจไม่ออก แล้วก็ไอเบาๆ ก็เริ่มที่จะกลัวขึ้นมานิดๆปนกับความสงสัยและอยากรู้ เลยพูดออกไปว่า 'อยู่ห้องใกล้ๆกันออกมาให้เห็นเลยดีกว่าไหม'แค่นั้น
ก็ได้ยินเสียงเล็บขูดกับกำแพงรอบๆห้อง รอบแล้วรอบเล่าจนทนไม่ไหวจะวิ่งออกจากห้อง แต่พอหันไปทางประตูแค่นั้น
ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งใส่ชุดนอนสีเหลืองครีมมีเลื อดออกมาทาง หู ตา จมูก ปาก และช่องคลอด
ยืนจ้องหน้าพร้อมกับพูดว่า 'อยากเจอไม่ใช่เหรอ มาหาแล้วนี่ไง'จึงร้องออกไปอย่างสุดเสียงก็เห็นหญิงสาวคนนั้นหัวเราะและมองมาทางตนเอง
แล้วก็ได้ยินเสียงป้าคุมหอบอกให้เปิดประตูแต่ตนไม่ได้ล็อค พอบอกไปว่ามีหญิงสาวคนนี้ยืนจับประตูอยู่แค่นั้นหญิงสาวคนนี้ก็หัวเราะแล้ว เดินทะลุกำแพงห้องข้างๆไปเลย
จากนั้นประตูก็เปิดออกเองแล้วตนเองก็สลบไปพ่อแม่นศ.คนนี้ได้ฟังยังไม่ อยากเชื่อเลยขอดูห้องสีชมพูแต่เพียงแค่อยู่ด้านล่างแล้วมองขึ้นไปยังไม่ทัน ได้ไปถึงห้องก็เห็นนศ..คนนั้นยืนที่หน้าตาให้เห็นด้วยใบหน้าโชกเลือด
ทั้งพ่อแม่และนศ.คนนั้นเลยรีบออกจากหอพักนั้นทันที และได้ ย้ายไปเรียนที่กรุงเทพ ส่วนชั้นนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปอยู่ใกล้ๆห้องนั้นเลยตลอด 4 ปีที่เพื่อนผมเรียนอยู่
เพราะเพื่อนผมพักอยู่หอในตลอดเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัดเลยพักแต่หอใน แล้วเพื่อนบอกว่าวันดีคืนดีก็ได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง เสียงกรีดร้องบ้าง หรือบางทีไฟห้องนั้นก็เปิดเองทั้งๆที่ไม่มีหลอดไฟ
...
แต่ที่เพื่อนผมเจอหนักที่สุดคือตอนไปห้องน้ำ เพื่อนผมไปคนเดียว
เพราะปลุกใครก็ไม่ยอมไปเป็นเพื่อน เลยรีบวิ่งไปเข้าแล้ วก็รีบวิ่งกลับ(ห้องเพื่อนผมอยู่คนล่ะฟากกับห้องน้ำเลย)
แต่ขากลับระหว่างที่วิ่งผ่านทางเดินเชื่อมฝั่งซ้าย-ขวา ก็เห็นเงาคนค่อยๆเดินจากอีกฟากมา(เพื่อนผมอยู่ฟากขวา ห้องชมพูฟากซ้าย)
เพื่อนผมเลยวิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็วพร้อมกับแหกปากกะให้ทุกคนตื่น
แต่แปลกที่ไม่มีใครได้ยินสียงเพื่อนผมเลย พอมันวิ่งเข้าห้องได้ก็รีบเอาหนังสือพระมาวางไปหลังประตูแล้วนอนคลุมโปงเลย
มันบอกได้ยินเสียงเล็บขูดกับกำแพงรอบห้องเหมือนกับที่นศ.คนนั้นบอก
มันเลยท่องบทสวดอุทิศส่วนกุศลให้กว่าเสียงจะเงียบก็เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ที่แปล กคือเมื่อเสียงเงียบไปแล้ว เพื่อนทุกคนในห้องตื่นพร้อมกันหมดและพูดขึ้นพร้อมกันว่าเหมือนมีใครไม่รู้ เดินตามเข้ามาในห้องด้วย
เพราะเห็นแต่เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น
คืนนั้นเลยไม่ได้นอนกันทั้งห้องเปิดไฟ เปิดวิทยุกันจนถึงเช้าเลย
วันรุ่งขึ้นไปหาซื้อโปสเตอร์รูปพระและผ้ายันต์ที่วัดอุโมงค์มาแแปะไว้เต็มห้องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
นอกจากเสียงร้ องไห้และกรีดร้องที่กลายเป็นเรื่องปกติที่ชวนขนลุกของห้องสีชมพูหอ 8 หญิงไปแล้ว
มารู้จักกับแมลงสาบกัน (T___T)
มิน่าเค้าบอกว่าเจอ 1 ตัว แสดงว่ามีอีก 100 ตัวซ่อนอยู่
C e y l o n says:
เค้าบอกว่า 1 กระเปาะ (เค้าเรียกงี้มั้ง) มี 16-24 ตัว หรือมากสุดก็ 30 อะ
5555555555+
Big City Life! says:
ตัวนึงออกกี่กระเปาะอะ T___T
C e y l o n says:
แม่ตัวนึงมี 4-5 กระเปาะ ทำนองนั้น
Big City Life! says:
o['>o!!!!
สี่ สาม สิบสอง.... ToT
C e y l o n says:
แล้วมันมหัศจรรย์มาก เค้าบอกว่าเวลาที่คุณคิดว่าคุณเหยียบแมลงสาบแบนติดรองเท้าก็ไม่ได้หมายความว ่ามันตาย
Big City Life! says:
ทำไมอะ!!!!!!!!!!!!
C e y l o n says:
เพราะมันแกล้ง
มันฉลาดพอๆ กะหมา
Big City Life! says:
มันแบนติดรองเท้าแล้วยังไม่ตายอีกเหรอ!?
C e y l o n says:
ใช่ กระเพาะแตก ดังแป๊บบบบบบ ก็ไม่ตาย เพราะอวัยวะในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้
Big City Life! says:
กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด T[]T!!!
C e y l o n says:
มันจะมีกระเพาะใหม่
Big City Life! says:
มันไม่มีวันตายเลยเหรอวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
C e y l o n says:
มีๆๆ ตามอายุไขราวๆ 300 วัน
ตายเอง
แต่โดนฆ่าตายก็ได้
แต่ต้องฆ่าหลายขั้นเพื่อความชัวร์
อย่างที่เราเคยได้ยินว่ามันหัวขาดก็ยังอยู่ต่อได้อีกหลายวันใช่มะ
แต่เค้าบอกว่าที่จริงส่วนหัวของมัน ถ้าเอามาใส่ตู้เย็น แล้วป้อนอาหารดีๆ มันก็อยู่ได้เหมือนกัน (แค่หัวนะ)
Big City Life! says:
กุอยู่บ้านคนเดียว
ตอนนี้กัวแมงสาบมากกว่าผีอีก
C e y l o n says:
โหยยยยยยยยยยยยยยยยย
จิงเหรอเนี่ย
ระวังดีๆ นะ อาหารอีกอย่างที่มันชอบ คือ
การแทะนิ้วหัวแม่เท้าคนอะ
Big City Life! says:
แอร๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
*ยกเท้าขึ้นกะทันหัน*
แก๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ตอนนี้ชั้นเอาเท้าขึ้นมาพาดโต๊ะวางคอม
และจับหลังตัวเองตลอดเวลา
C e y l o n says:
ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
จิงเหรอวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
Big City Life! says:
เออ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
C e y l o n says:
ได้อารมณ์สุดอะ
555555555555555555555555555555555555+
ที่บ้านเจอบ่อยเหรอ
Big City Life! says:
ไม่บ่อย
แต่กุกัวววววววววววว
C e y l o n says:
อ้อ มันจะโผล่มาแค่ตอนกลางคืน แต่ถ้าครั้งไหนที่คุณเจอมันตอนกลางวัน แปลว่า มันเยอะมากจนเล็ดลอดออกมา
Big City Life! says:
กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กุเคยเจอตอนกลางวันปะวะ!!!!!!!!!!!!!!!?
C e y l o n says:
55555555555555555555555555555555555555555+
Big City Life! says:
จาบร้าตาย o[]o!!!
C e y l o n says:
ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก
Big City Life! says:
คิดใหญ่แล๊วววววววววววววว
C e y l o n says:
ที่จิงมันก็ไม่อยากเสวนากะคนหรอก
มันรู้ว่าคนอยู่ที่ไหนเพราะมันได้ยินเสียงลมหายใจงะ (มันหูดีมาก ดังนั้นจะหลบเลี่ยง)
Big City Life! says:
แล้วมันออกมาทำไมฟะ!!!!!!!!
C e y l o n says:
มันออกมาตอนกลางวันหรือกลางคืน
Big City Life! says:
ไม่รู้
ก็ที่มันโผล่มาอะ
C e y l o n says:
ถ้ากลางคืนเพราะมองไม่เห็น
ถ้ากลางวันก็แปลกอยู่ เออ แต่เค้าบอกว่ามันเป็นสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็น ชอบย่องออกมาดูโน่นดูนี่
มีคนทำวิจัยด้วยนะ ว่ามันสมองไม่แล่นตอนเช้า ขี้เซาเหมือนคนนะหละ
แต่จะระริกระรี้ช่วงหัวค่ำจนถึงดึกดื่น
Big City Life! says:
เออ เหมือนคนเลยหวะ
กรูกลัววววววววววววววววววววววววว
C e y l o n says:
เฮ้ย แต่แมงสาบดั้งเดิมเค้าอาศัยในป่าชื้นๆ นะ
ประมาณว่าอยู่ตามซากไม้ เหมือนปลวก มด น่ะแหละ
Big City Life! says:
แล้วมาอยู่นี่ได้ง๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย
C e y l o n says:
ที่มันแพร่กระจายทั่วโลกเพราะว่าบังเอิญไข่มันตามซากไม้ไปอยู่บนเรือบรรทุกส ินค้า
C e y l o n says:
มันก็เลยกระจายมาบ้านเรา
ที่เห็นในบ้านเรามาจากแอฟริกา รึ อเมริกาใต้ไม่แน่ใจ
รู้แค่ตัวที่เจอบ่อยเป็นสายพันธุ์อเมริกัน แล้วก็สายพันธุ์เยอรมัน
Big City Life! says:
ลูกครึ่งซะด้วย ToT
มิน่า ไล่ไม่ไป
ฟังกรูไม่ออก ToT
C e y l o n says:
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อคืนหมกมุ่นมากไปหน่อย โดยแมงสาบ (ตัวเล็ก) กัดที่หัวเข้าด้วย
ตอนไปดักรอมันในห้องน้ำ
Big City Life! says:
แล้วแกไปดักรอมันทำม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
C e y l o n says:
เฮ้ยยยยยย เมื่อคืนหนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ที่นี่อะ เค้าบอกว่ามันไม่ชอบอากาศหนาวหนิ เลยจะรอดูว่ามันจะมาไหม
แต่มันไม่มา
เห็นตัวเล็กตัวนึง
Big City Life! says:
เห้ย!? เวลามันนอนนิ่ง ๆ ไม่ได้หมายความว่ามันตายใช่ปะ
ตอนเด็ก ๆ เหยียบแมงสาบจนตายกัน พอมันนอนนิ่ง ๆ ก็หยิบมันขึ้นมา (หยิบหนวด) แล้ววิ่งไล่เพื่อน
มันยังไม่ตายใช่ไม๊ o[]o!!!!!!!!
C e y l o n says:
แหวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
อี๊
Big City Life! says:
กรูหยิบแมงสาบที่ยังไม่ตายใช่ไม๊ o[]o!!!!!
C e y l o n says:
เออออออออออออออออออออออออออออออออออ
มันแค่สลบ
Big City Life! says:
กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
หนูผิดไปแล๊ววววววววว ToT
C e y l o n says:
นี่ มีเรื่องที่เด็ดกว่าคือศัตรูของแมลงสาบน่ะ โหดกว่ามันมาก
Big City Life! says:
ไควะ
C e y l o n says:
เป็นตัวต่อ สายพันธุ์ไรไม่รู้ไม่มีในไทย
เค้า บอกว่ามันใช้วิธีเกาะที่หลังแมลงสาบแล้วเอาปากแหลมๆ ของมันเจาะเข้าไปในสมองของแมลงสาบเพื่อเปลี่ยนระบบประสาทบางอย่าง ทำให้แมลงสาบไม่มีสติ ไม่ตาย ไม่เป็น ไม่อัมพาต
เหมือนซอมบี้ ทำนองนั้น
Big City Life! says:
เย้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
C e y l o n says:
แล้วก็ปล่อยสารไรสักอย่าง หลอกให้แมลงสาบเดินตามมันมาที่รัง
เพราะว่ามันตัวเล็กกว่าแมลงสาบเลยเอามันมาตอนปกติไม่ได้ ต้องจิ้มหัวมันก่อน
พอมาถึงรังแล้ว มันจะเข้าไปวางไข่ในกระเพาะแมลงสาบเพื่อให้ลูกๆ ของมันกินกระเพาะแมลงสาบเป็นอาหาร ก่อนที่จะฟักออกมา
พอโตเต็มที่ลูกๆ ตัวต่อก็จะฉีกร่างแมลงสาบออกแล้วโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ฮิ้วววววววววววววววววว
Big City Life! says:
กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ใครก็ได้บอกให้ข้าวโพดหยุดทำสารคดีเรื่องนี้ที!!!!!!!!!!!!
กุกั๊วววววววววววววววววววววววว T[]T~!!!!]
เรื่องผีที่สยองที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา....(ผี ม.เชียงใหม่)
บางคนได้ยินเสียงคนร้อง ให้ บางคนได้กลิ่นธูป บางคนพบคนแต่งกายชุดโบราณเดินไปเดินมา บางคนคนนับร้อยเดินขบวนแห่แหน เหมือนในงานเทศการ คนงานหลายคนหวาดผลา ลาออกจากงาน ที่ยังทำงานอยู่ก็ไม่ยอมหลับนอนในแคมพ์คนงาน เลิกงานก็รีบออกจากสถานที่ก่อสร้าง ไปพักอาศัยในตัวเมือง
งานก่อสร้าง เหมือนจะหยุดชะงัก ร้อนถึงผู้รับเหมาและผู้บริหาร จึงได้จัดให้มีพิธีทางศาสนา เพื่ออุทิสส่วนกุศล ไปให้แด่โครงกระดูกที่ขุดพบ และที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมา หลังจากพิธีทางศาสนา การก่อสร้างก็ดำเนินไปด้วยดี และเป็นที่แปลกประหลาด ที่ไม่มีการขุดพบโครงกระดูกอีก และไม่มีใครพบเห็นเหตุการ์ณแปลกประหลาดอีกเลย
50 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก
จากมหาลัย เล็กๆเมื่อหลายสิบปีก่อน มาในตอนนี้ กลายเป็นมหาลัยที่ใหญ่ และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ นักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า เข้ามาศึกษาและจบออกไป หลายคนเจอะเจอเหตุการ์ณแปลกประหลาด ก็เก็บมาถ่ายทอด จากรุ่น สู่รุ่น นานเข้า นานเข้า จึงหลายเป็นตำนาน นักศึกษาใหม่หลายคน มองเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ และนี่ คือบทหนึ่ง ในตำนาน ที่กลายเป็นเรื่องจริง
หลังสอบปลาย ภาค ทุกคนเหมือนถูกปลดปล่อยจากพัธนาการ บางคนกว้างตำรับตำราที่เรียนมาทิ้ง บางคนกระโดดดีใจจนตัวลอย ผม และเพื่อนๆ ก็เป็นหนึ่งกลุ่มในนั้น เรามาตั้งวงกินเหล้ากันที่อ่างเก็บน้ำในมหาลัยตั้งแต่ตอนพลบค่ำ รายรอบอ่างเก็บน้ำ มีคนอยู่เป็นกลุ่มๆ กระจัดกระจายกันไป
บางคนมาเป็น คู่ชายหญิง บ้างก็มากันเป็นกลุ่มเหมือนพวกเรา ส่งเสียงเฮฮาดังก้องไปทั่วอ่างเก็บน้ำ ไม่มีใครสนใจใคร ต่างจับกลุ่มอยู่กับพวกของตัวเอง
ผมและเพื่อนๆ ก็สนใจกับกลุ่มของตัวเอง บทสนาที่เริ้มเข้มข้นขึ้น เมื่อเหล้าขวดที่สามหมดไป เพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวเชียงใหม่แต่กำเนิด หยิบยกบทสนทนาเรื่องราวความเป็นมาของเมืองเชียงใหม่ และมหาลัยเชียงใหม่อันน่าภูมิใจ
มันเล่าเป็น วรรคเป็นเวร จนเพื่อนในวงเริ่มเบื่อ แต่พอเหล้าเข้าปาก ก็ไม่ค่อยมีใครฟังใคร บทสนทนามาหยุดตรงการเถียงกันเรื่อง ความเป็นมาของเนินเขาลูกย่อมข้างดึกเรียนแห่งหนึ่ง
หนึ่ง : เห้ย มรึงไม่เชื่อกรูเหรอ นี่ยายกรูเล่าให้ฟังนะมรึง คนแก่ไม่โกหกหรอก
สอง : เออกรูเชื่อ แต่***** เปลี่ยนเรื่องคุยเหอะ กรูเสียว คุยเรื่องอื่นเหอะ
สาม : เออน่านดิเปลี่ยนเรื่องคุยเหอะ
ผม : เอออ้ายบ้านี่เมา แล้วคุยแต่เรื่องผีๆ
สี่ : แต่กรูไม่เชื่อว่ะ ให้ตายเหอะ ตังแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นผีจังๆ ซะที ถ้ามีจริงก็อยาก เห็นว่ะ
เพื่อนคนที่สี่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกผมยันจนตัวเอียง
ผม : อ้ายเฉี่ย ไม่เชื่ออย่าท้าซิ กรูไม่อยากเจอว้อย
สี่ : ถีบกรูไม กรูไม่เชื่อว่ะ ต้องพิสูจน์
จำม่ายด้ายเหรอ อาจานบอกว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น
หนึ่ง : เออ ถ้ามรึงไม่เชื่อกรูจะพาไปพิสูจน์ มรึงกล้าป่าวล่ะ
สี่ : ทำไมจะไม่กล้าวะ ยังไงที่ไหน ได้ทุกเวลาเพื่อน
ผม : เห้ย แดรกเหล้าเหอะ มรึงจะเถียงกันทำไมวะ
ด้วยเหตุผลของเพื่อนคนที่สี่ และความเชื่อของคนที่หนึ่ง
ทำให้กลุ่มผมต้องยกโขยงกันมาพิสูจน์
เพื่อนคนที่หนึ่งเล่าว่า
ข้างๆตึกเรียนแห่งหนึ่ง ตรงเนินเขาเป็นเชิงตะกอนเก่า ที่ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมานับร้อยปี และ ถ้าอยากเห็น 'ผี'
ให้จุดธูป 1 ดอก และเดินไปรอบๆเนินดินนั้นสามรอบ
จากนนั้นเอาธูปไปปักที่ยอดเนินดิน จากนั้นก้จะเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็น
แต่คืนนั้นเราไม่มีธูป แต่ด้วยความอยากพิสูจน์ของเพื่อนคนที่สี่ พวกเราก็พากันเดินรอบเนินดินจนครบสามรอบ
ม่ายเห็นมีเลย ผี ของมรึงอ่ะ
เหนป่ะ กรูบอกแล้ว ไม่มีหรอก
เชื่อกันเป้นตุเป็นตะ
ถ้ามีจริง กรูจะขอหวยเลย
เพื่อนคนที่สี่พูดขึ้นหลังจากเราเดินวนครบสามรอบและมานั่งกันอยู่บนยอดเนิน
ที่ไม่เห็นเพราะเราไม่มีธูปหรอก ถ้ามีธูปมาปัก มันต้องเห็นแน่ๆ
เพื่อนคนที่หนึ่งยังไม่ยอมแพ้
เออ กรูยังไม่ยอมแพ้ เด่วพรุ่งนี้ มรึงมากะกรูเอาะปะ มรึงเอาธูปมาด้วย แล้วก็จะรู้ว่าใครผิด ใครถูก
แดรกเหล้ามาก ปวดฉี่ กรูขอกรวดน้ำให้ก่อนแล้วกันว่ะ
พูดจบเพื่อนคนที่สี่ ก็รูดซิบกางเกง ปล่อยน้ำเสียจากร่างกายลงบนยอดเนิน
ไม่ทันที่ เพื่อนคนที่หนึ่งจะห้ามทัน เพื่อนคนที่สอง และคนที่สาม ก็ยืนปล่อยของเสียตามคนที่สี่ตรงยอดเนินจนสุด ผมกับเพื่อนคนที่หนึ่งยืนมองอยู่ด้านล่าง เหล้าหมดแล้ว แล้วตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว เรายึงแยกย้ายกันกลับที่พัก ผมกับเพื่อนคนที่สี่ พักอยู่หอในมหาลัย ห้องเดียวกัน เราจึงเดินกลับด้วยกัน
เพื่อนคนที่หนึ่งต้องขับมอไซต์กลับบ้านในตัวเมือง คนที่สองพักอยู่หอพักนอกมหาลัย ส่วนคนที่สามพักอยู่ในมหาลัยแต่คนละส่วนกับผม
ระหว่างทางกลับหอ
ผมต้องคอยหิ้วปีกเพื่อนคนที่สี่ ซึ่งเมามากจนเดินแทบไม่ไหว ส่วนผมนั้นส่างมาพอสมควร
ระหว่างทาง นั้นมืดมาก เราเดินมาจนป่าสักทางเข้าหอพัก ตอนนั้นผมได้กลิ่นเหม็นใหม้ลอยมา ในตอนแรกคิวว่ามีใครมาเผาใบไม้แถวนี้ จึงเหลือบมองไปรอบๆ แต่ไม่พบกองไฟ หรือควันไฟ
กลิ่นนั้นยิ่งแรงๆขึ้น แรงขึ้น มันเป็นกลิ่นเหม็นใหม้ของเส้นผม หรือเส้นขน ผมขนลุกซู่ หายเมาเป็นปลิดทิ้ง
รีบพยุงและรั้งเพื่อนคนที่สี่ จนเรามาถึงประตูเข้าหอพัก ซึ่งสว่างมากกว่าทางเดินที่เดินผ่านมา มากนัก
ผมหายใจโล่งอก พลอยคิดไปว่าเมื่อกี้คงเป็นอุปทานของคนกลัวผีอย่างผม
ผมพยุงเพื่อน คนที่สี่ ไปจนถึงห้องนอน ถีบมันลงที่เตียง แล้วออกมาอาบน้ำ รู้สึกง่วงและเหนียวตัวพิกล เพื่อนผม พอตัวถึงเตียงก็หลับไหวไม่ได้สติ
ผมอาบน้ำ เสร็จก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เดินกลับเข้ามาที่ห้อง ยังเห็นเพื่อนนอนอยู่ในท่าเดิม จึงจัดท่านอนมันให้ดุเป็นผู้เป็นคน จากนั้นผมก็ล้มตัวลงที่เตียงของผม สวดมนต์ แล้วนอน
ผมมาสะดุ้งตื่นอีกที ตอนเกือบรุ่งเช้า ได้ยินเสียง อึกอักๆ มาจากเตียงข้างๆ
ตอน แรกคิดว่าเพื่อนคงลุกมาอ้วก แต่ไม่ได้ยินเสียงลุกจากเตียง และผมก็ยังไม่อยากลืมตา ผมส่งเสียงงัวเงียถามไปว่า มรึงเป็นเฉี่ยๆไร จะอ้วกก็อ้วก อึกอักอยู่ได้
ไม่มีเสียงตอบจากเพื่อนผม ตอนนั้นผมคิดในใจ ถ้ามันอ้วก รดเตียงคงเหม็นไปทั่วห้องแน่
ผมถีบตัวเองลุกจากเตียง โดยที่ยังไม่ลืมตา เดินด้วยความเคยชินมาที่เตียงเพื่อน ลืมตาขึ้นช้าๆ
ภาพที่ผมเห็นคือ เพื่อนผมนอนเหยียดยาว แขนทั้งสองข้างกางออกจากกันเหมือนถูกใครกดไว้ ปลายเท้าเหยียดเกร็ง
ใบหน้าเหยเก บิดไปบิดมา มีน้ำขุ่นๆ ไหลออกมาจากปาก อาการเหมือนคนเป็นโรคลมชัก
ผมถลันไปถึงตัวเพื่อน จับเข้าที่ปลายเท้า เท้ามันเย็นเฉียบ เย็นเยียบ ผมหัวลุก ผงะถอยออกมา ยังงงกับภาพเบื้องหน้า พยายามตั้งสติ
ผมส่งเสียงเรียกเพื่อนดังลั่น ถลันไปที่ตัวเพื่อนอีกครั้ง คราวนี้ผมไปจับที่หน้า ที่บิดไปบิดมาของมัน ส่งเสียงเรียกมันอีกครั้ง
มันจึงหลับตา บิดตัวไปมา หายใจฟืดฟาด เหมือนคนจะขาดใจ
เอาไงดีวะ
เพื่อนผมลืมตา แต่ตามันไม่ได้มองมาที่ผม ตามันเหลือกขึ้นเหลือกลง มองเห็นตาขาวมากกว่าตาดำ ตอนนั้นผมคิดได้แต่ว่า โดนเข้าแล้วมรึง
ผมวิ่งกลับไป ที่เตียง กว้าพระจากไต้หมอนวิ่งเอามาคล้องคอเพื่อน เสียงเพื่อนผมกรีดร้อง เสียงสูงมาก เหมือนเสียงผู้หญิง แล้วก้หยุดเกร็ง ดวงตาปิดลง
ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผมหายใจโล่ง เพื่อนมันหายใจถี่ จนอกกระเพื่อม ผมตบหน้ามัน สองสามครั้ง มันลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่ยังหายใจหอบ เหมือนคนที่เพิ่งวิ่งมาเหนื่อยๆ
ผม : เห้ย เป็นไรวะ
เพื่อน : .....กรู กรู
ผม: ไหวป่าววะ ไปโรงพยาลาลเหอะ
เพื่อนผมพยักหน้าเบาๆ ยังไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปากมัน
ผมวิ่งออกมา จากห้อง ไปยังตู้โทรศัพท์ กดเบอร์ฉุกเฉินไปที่ป้อมยาม เช้าวันนั้น ผมยังอยู่ในชุดนอน นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เพื่อนผมถูกหามเข้าไปในนั้นเกือบสองชั่วโมง พยาบาลวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่หลายรอบ
ตอนนั้นเจ็ด โมงครึ่งแล้ว ผมเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ หยอดเหรียญ เพื่อโทรหาเพื่อนคนที่หนึ่ง เสียงเรียกดังอยู่สองครั้ง ก็มีคนรับสาย แม่เพื่อนผมรับ ผมบอกชื่อ และบอกว่าขอคุยกับเพื่อน เพื่อนผมยังไม่ตื่น แม่มันกำลังจะไปปลุกให้
เสียงงัวเงีย รับสาย ผมเล่าเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ เสียงในสายเงียบไป ผมย้ำให้มันโทรไปหาเพื่อนคนที่สอง และคนที่สาม เพราะผมรีบมากจึงลืมหยิบมือถือมา และจำเบอร์มันสองคนไม่ได้
เพื่อนคนที่หนึ่งรับคำ และบอกว่าจะรีบตามมาที่โรงพยาบาล ผมวางโทรศัพท์ และทันทีที่หมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ผมผละ
ไปที่หมอ ยังไม่ทันจะถามอะไรหมอก็ชิงตอบว่า
หมอ : ตอนนี้เพื่อนคุณไม่เป็นอะไรแล้ว
เป็น อาการของคนอาหารเป็นพิษน่ะ แล้วก็กินเหล้าเข้าไปเยอะใช่ไหม นั่นก็มีส่วนด้วยนะ เพราะร่างกายยังรับไม่ไหว หมอล้างท้อง แล้วก็ให้น้ำเหลืออยู่ อีกซักพักจะย้ายไปห้องผู้ป่วยสามัญ
หมอร่ายยาว ผมได้แต่ยืนพยักหน้า ผมยกมือไหว้แล้วหมอก้เดินจากไป ซักพักพยาลาลก็เข็นเพื่อนผมออกมาจากห้องฉุกเฉิน ผมเดินไปที่รถเข็ญ เพื่อนผมยังสลึมสลือ
แล้วเดินตาม มันไปที่ห้องพักผู้ป่วย ในคอมันไม่ได้ห้วยพระที่ผมคล้องให้แล้ว แต่ในมือซ้ายมันกำศร้อยพระอยู่แน่น ผมจับที่แขนมัน ไม่ได้พุดอะไร
มัน ลืมตามองมาที่ผม ไม่มีคำพูดอะไร มันพยักหน้าช้าๆ ผมยิ้มเชิงปลอบใจ ตอนสายของวันนั้น ผมกับเพื่อนคนที่หนึ่ง และคนที่สามนั่งคุยกันอยู่ที่หน้าห้องผู้ป่วยสามัญ
เพื่อนคนที่สามมาหาผมหร้อมกับเพื่อนคนที่หนึ่ง แวบแรกที่ผมเห็นมันผมก็ใจชื้น ใจหนึ่งคิดว่า อย่างน้อยมันก็ไม่เป็นอะไร
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน อาจเป็นเพียงอุปทานของผมเอง เพื่อนผมคงเมา และอาหารเป็นพิษอย่างที่หมอว่า.....
แต่คำตอบที่ได้รับจากเพื่อนคนที่สามหลังจากเราซักถามกัน มันทำให้ผมขนลุก
เพื่อนคนที่สามเล่าให้ฟังด้วยเสียงสั่นเครือ หน้ามันซีดลง
เมื่อเล่ามาถึงตอนที่ว่า
'หลังจากแยกกันเมื่อคืน กรูก็ขี่มอไซด์กลับหอ
ก็กะว่าจะนอนยาวแหละ
แต่นอนไปซักพัก มันปวดฉี่
กรูเลยลุกไปเข้าห้องน้ำ (ห้องน้ำในหอพักเป็นห้องน้ำรวม
ต้องเดินออกมาจากห้อง เพื่อเดินไปเข้าห้องน้ำ)
พอฉี่เสร็จ กรูก็จะกลับมานอนต่อ แล้วกรูก็เห็น'
เล่ามาถึงตอนนี้เพื่อนคนที่สามกลืนน้ำเลยดักเอื้อก
' ตอนแรกก็คิดว่าตาฝาดว่ะ แต่พอขยี้ตาดูอีกที กรูเห็นจริงๆว่ะ'
คราวนี้ผม กับเพื่อนคนที่หนึ่งเป็นฝ่ายมองหน้ากัน
เพื่อนคนที่หนึ่งพยักหน้า มันคงรู้เรื่องจาก
คนที่สามแล้วระหว่างทางที่มาหาผม
หนึ่ง : ฟังมันเล่าต่อ ไม่ใช่อย่างที่มรึงคิดหรอก
ผม : ผู้หญิงป่าววะ เมื่อคืนกรู...
สาม : คือ.... ทั้งผู้หญิง และ ผู้ชาย
ผม: (รู้สึกน้ำลายเหนียวคอขึ้นมาทันที) ....เอื้อก
เพื่อนคนที่สามเล่าต่อว่า
เบื้องหน้ามันมีสิ่งที่เราๆเรียกกันว่า
'ผี' ยืนกั้นมันอยู่ เพื่อนผม
บอกว่าไม่ได้นับว่ามีเท่าไหร่ อาจสิบ หรือยี่สิบ
มันหันหลังกลับ ตอนนั้นมันคิดจะวิ่งหนีไปอีกทาง
แต่พอหันหลังกลับก้เจอแบบเดียวกัน คืออีก
กลุ่มหนึ่งยืนปิดทางเดินไว้ เหยียดยาวตั้งแต่หน้า ห้องน้ำ
ไปจนถึงบันใดวน เล่ามาถึงตอนนี้
เพื่อนคนที่สาม หน้าซีดขาว มันยกพระที่ห้อยคอขึ้นมาสาธุ
ถ้าเป็นผมในตอนนั้น คงตกใจตาย
อยู่ที่นั่น ไม่ได้มีชีวิตรอดมาถึงเช้าของอีกวันแน่
ฤดูร้อนปีที่แล้ว เพื่อนคนที่สามกลับไปบ้านเพราะพ่อมันเสีย
มันบวชให้พ่อที่วัดแถวบ้านอยู่
เกือบสองเดือน ได้พระดีมาจากเจ้าอาวาสก่อนจะสึก
ณ เวลานั้นเพื่อนคนที่สามรวบรวมสติ และความกล้าที่พอจะเหลืออยู่
รวบพระในคอขึ้นมายกไหว้
ยังพอจำคาถาชินบัญชรได้
มันหลับตาลง และเริ่มท่องอย่างตะกุกตะกัก
ณ เวลานั้นมีลมเย็นพัดผ่านตัวมันไป
วูปแล้ว วูปเล่า
กลิ่นเหม็นใหม้ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
แล้วลมก้พัดแรงขึ้น แรงขึ้น แรงจนมันรู้สึกว่าตัวมันลอยขึ้น
มันยังสวดคาต่อไป แม้จะตะกุกตะกักก็ท่องมาจนจบท่อนสุดท้าย
มันท่องคาถาดังขึ้น เมื่อรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้
และท่องมาจนถึงรอบที่สี่
ลมที่พัด และกลิ่นเหม็นไหม้ก็จางหายไปมันลืมตาขึ้นมองไปยังทางเดินเบื้องหน้าพบแต่ ความมืดและอากาศธาตุอยู่เบื้องหน้า เหลียวหลังอีกทีก็ยังไม่พบสิ่งใด กะว่าจะเดินกลับเข้าห้อง แต่ขามันไม่มีแรงเหลือบมองที่กางเกง ที่เปรอะไปด้วยฉี่ของตัวเองที่ไม่รู้ปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนไหน
มันนั่งลง หมดเรี่ยวแรง มองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าเห็นฟ้าสีทองเหลืองอร่าม นั่นคงไกล้เช้าแล้ว มันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ค่อยๆก้าวขาช้าๆเพื่อเดินกลับห้อง
เพื่อนคนที่สามเล่าจบ ส่วนผมยังยืนนิ่ง สมองชามองไปที่ใบหน้าเพื่อนคนที่สามที แล้วก็มองไปยังที่เพื่อนคนที่หนึ่งที
เพื่อนคนที่หนึ่งพยักหน้าอีกครั้ง ทำนองที่ว่า
'เรื่องจริงนะมรึง'
ในตอนนั้นเรา ต่างนึกถึงเพื่อนคนที่สอง ที่พักอยู่หอนอกมันพักอยู่กับเพื่อนอีกคน ซึ่งตอนนี้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปแล้ว นั่นหมายความว่า เมื่อคืนนี้มันอยู่คนเดียวเช่นกัน แล้วอ้ายบ้านั่นมันก็ไม่ได้ห้อยพระด้วย เพราะเหตุผลที่มันแพ้สร้อย
เพื่อนคนที่ หนึ่งเล่าให้ฟังว่า ได้พยายามโทรเข้ามือถือมันแล้วแต่ไม่มีคนรับสาย และไม่รู้ว่ามันพักอยู่หอตรงไหน รู้แต่ว่าอยู่หลังมหาลัยมีแต่ผมคนเดียวที่เคยไปนอนค้างที่นั่น
มันและเพื่อนคนที่สามจึงตรงมาหาผม
เพื่อจะได้ไปดูที่หอพักคนที่สาม
อย่างไม่รอช้า ผมและเพื่อนๆ รีบออกจากโรงพยาบาล
ขับรถมุ่งสู่หอพักเพื่อนคนที่สอง
ตอนที่อยู่ในรเพื่อนคนที่สามเอาแต่ท่องบทสวดมนต์
เดาว่าคงเป็นคาถาชินบัญชร ตอนนั้นผมก็
อยากหัวเราะ แต่มันหัวเราะไม่ออก
ในใจได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มันเกิดเรื่องร้ายๆ กับ
เพื่อนคนที่สองเลย
เรามาถึงห้องพักของเพื่อนคนที่สองตอนเกือบใกล้เที่ยง
เคาะห้องมันอยู่หลายครั้ง ตะโกนเรียกแล้วก็ไม่มีใครตอบ
สุดท้ายต้องไปบอกเจ้าของหอให้มาเปิดประตูให้
แต่สุดท้ายห้องนั้นไม่มีใครอยู่
เพื่อนคนที่สามเริ่มสติแตก โวยวายไปต่างๆนาๆ
ส่วนผมก็เอาแต่เดินไปเดินมา คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร
เป็นเพื่อนคนที่หนึ่งที่พูดขึ้นว่า มันอาจไปนอนที่ชมรม
เพราะอาจจะขี้เกียจกลับหอ
ผมเออออ เราออกจากหอพัก มุ่งสู่ชมรมในมหาลัย
เรามาถึงชมรม มีนักศึกษาอยู่ที่นั่นสองสามคน
ผมรีบถามหาเพื่อน แต่ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็น
เราเริ่มหมดหวัง เพื่อนคนที่หนึ่งให้ความเห็นต่อไปอีกว่า
มันอาจกลับบ้านที่ลำพูน แต่ผมลง
ความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อคืนมันเมามาก
และลำพูนก็ไกลพอสมควร คงไม่มีใครบ้าขี่รถกลับบ้านหรอก
ส่วนเพื่อนคนที่สามตอนนี้ไม่ทำอะไร
เอาแต่พึมพำสวดมนต์เหมือนคนบ้า
เราขับรถออกจากชมรม แวะเอามือถือที่หอพักผม
ผมโทรไปบอกแม่ของเพื่อนคนที่สี่ ว่าลูกท่านอาหารเป็นพิษ
อยู่ที่โรงพยาบาล แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว พักฟื้นอยู่ที่ห้องผู้ป่วยสามัญ
แม่มันตกใจมาก บอกว่าจะรีบมาบินมาที่เชียงใหม่
ผมไม่ได้พูดอะไรอีก กดโทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อนคนที่สอง
พ่อมันรับสาย
ผมถามว่าลูกท่านได้กลับบ้านหรือเปล่า ท่านบอกว่าไม่ได้กลับ
และถามว่ามีอะไรไหม
ผมบอกแค่ว่า เรามีนัดกันวันนี้ แต่ยังหาตัวเขาไม่เจอ
ไม่อยากบอกอะไรมากไปกว่านี้
เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เราตกลงว่าจะกลับไปที่โรงพยาลาลอีกครั้งเพื่อดุอาการเพื่อนคนที่หนึ่ง
เพื่อนผมขับรถวนเพื่อจะออกทางหน้ามหาลัย
ผ่านอ่างเก็บน้ำ ผมเหม่อมองไปที่อ่างเก็บน้ำ
มีคนนั่งอยู่เป็นหย่อมๆ แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็น
มอไซด์คันหนึ่ง
จอดอยู่ที่ข้างทางลงไป
ยังอ่างเก็บน้ำ
ผมบอกให้เพื่อนคนที่หนึ่งหยุดรถ เพราะถ้าผมจำไม่ผิดนั่นคือ
รถของเพื่อนคนที่สอง ผมจำ
ทะเบียน กับรูปสติกเกอร์ที่ติดอยู่ข้างๆรถได้
ผมบอกสิง่ที่เห็นกับเพื่อนคนที่หนึ่ง
เราสองคนลงจากรถเพื่อเดินไปยังรถมอไซด์
เพื่อนคนที่สามไม่ยอมลงจากรถ
เราเดินมาจนถึงตัวรถ และพบว่ามันเป็นรถของเพื่อนคนที่สองแน่ๆ
เรามองหน้ากันอีกครั้ง
ผมตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสุดเสียง ดังไปรอบอ่างเก็บน้ำ
เพื่อนคนที่หนึ่งก็ช่วยตะโกน
แต่เงียบ
ไม่มีเสียงตอบรับ
มีเพียงเสียงสะท้อนดังมาเป็นระยะ
เรามองหน้ากัน ตกลงที่จะเดินหารอบๆอ่างเก็บน้ำ
เราเดินแยกไปคนละฝั่งของอ่างเก็บน้ำ
ผมเดินเรียบอ่างเก็บน้ำเรื่อยเข้าไปทางเดินแคบๆ
หลังจากแยกกันได้ประมาณสิบนาที ผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนคนที่หนึ่ง
ตะโกนร้องเรียกชื่อผม
ผมชะงักและมองไปทางต้นเสียง มองเห็นเพื่อนผมโบกมือ
อยู่ทางอีกฝั่งของอ่างเก็บน้ำและ
ตะโกนเรียกผม ท่าทางมันร้อนรน ผมตะโกนตอบ และรีบวิ่งไปหามัน
พอมาถึงจุดที่มันยืนอยู่ เห็นมันยืนหันหน้าออกจากอ่างเก็บน้ำ
หน้าตาซีดเซียว
ผม : เฮ้ย เป็นไรวะ
มันไม่ตอบแต่ชี้มือไปทางอ่างเก็บน้ำ ผมมองไปในทิศที่มันชี้
ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้า ทำเอาผมมวนท้อง ผมเบือนหน้าหนี
แต่ภาพนั้นยังติดตา
เพื่อนคนที่สองที่หายไป ตอนนี้ครึ่งตัวส่วนขาของมันแช่อยู่ในน้ำ
ท่อนบนพิงอยู่ที่ขอบอ่าง ใบหน้าเขียวขล้ำ ดวงตาเบิกโพลง
ไม่ต้องใช้สมองคิดก็รู้ว่ามันตายไปแล้ว
นึกมาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกมวนท้องขึ้นมาอย่างแรง
หน้ามืดและนึกลำดับภาพไปต่างๆนาๆ
ผมมองไปทางเพื่อนคนที่สอง ซึ่งตอนนี้มันกำลังร้องให้
ผมเดินไปหามัน
ตบที่บ่ามันเบาๆ ไม่
มีคำพูดอะไร และตอนนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่ามัน
บ่ายสองโมงของวันนั้น ผม เพื่อนคนที่หนึ่ง และคนที่สาม
ยืนอยู่รอบอ่างเก็บน้ำ ตำรวจ
และ รปภ มหาลัยยืนอยู่กระจัดกระจายทั่วบริเวณ
นักศึกษาหลายคนบริเวณนั้น จับกลุ่มคุยกัน
เป็นกลุ่มๆ บริเวณรอบๆที่เพื่อนคนที่สองตายถูกกั้นไว้ไม่ให้เข้า
เย็นวันนั้นผมและเพื่อนทั้งสอง
ถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจจนถึงสองทุ่มครึ่ง
เราทั้งหมดให้การตรงกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย
และไม่มีใครพูดถึงเหตุการ์ณที่เนินดินนั่นเลย
ผมออกจากโรงพักตอนสามทุ่ม เราตกลงกันว่าจะแวะไปหาเพื่อนคนที่สี่
และจะกลับไปนอนที่
บ้านเพื่อนคนที่หนึ่ง และแน่นอน
ผมและเพื่อนคนที่สามยังไม่อยากกลับไปนอนที่หอพักในตอนนี้
ผมมาถึงโรงพยาบาลจึงรู้ว่า
เพื่อนคนที่สี่ถูกย้ายไปอยู่ห้องเดี่ยวในโรงพยาบาล
แม่มันมาถึงแล้ว เราเข้าไปในห้องผู้ป่วย
เจอแม่ของเพื่อนคนที่สี่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย เพื่อนคน
ที่สี่ตื่นแล้ว และกำลังดูทีวีอยู่ พอพวกเราเข้าไปในห้อง
มันก็ยิ้มรับ เราทักแม่มันพอเป็นพิธี
แต่ยังไม่ได้บอกถึงข่าวการเสีย ชีวิตของเพื่อนอีกคน
ผมเล่าให้แม่มันฟังถึงเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นโดยขร่าวๆ
ไม่ได้บอกถึงเรื่องที่เนินดิน สบตาเพื่อน
คนที่สี่ ก็พอรู้ว่ามันยังไม่ได้เล่าอะไรให้แม่มันฟัง
สี่ทุ่มกว่า เราคุยกันอีกสองสามคำแล้ว
ผมและเพื่อนคนที่หนึ่งและเพื่อนคนที่สามก็ออกจาก
โรงพยาบาล
เราทั้งสามคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นในวันนี้
พอถึงบ้านเพื่อน
เราก็ฝังตัวอยู่ในห้อง
แม่เพื่อนคนที่หนึ่งเอาข้าวผัดมาให้เราคนละจาน ผมกินไปได้สองสาม
คำ ส่วนเพื่อนคนที่สาม ไม่ยอมแตะเช่นเดียวกับเพื่อนคนที่หนึ่ง
เรานั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
พยายามลำดับเหตุการ์ณต่างๆ ทุกอย่างดูจะมืดมนลงเมื่อเรา
พูดถึงหนทางแก้ไข
มาถึงจุดนี้ผมรู้สึกเพลียมาก
จึงล้มตัวลงนอนไม่ได้สนใจบทสนทนาของเพื่อนคนที่สามกับ
คนที่หนึ่ง ที่ยังคงพูดคุยกันต่อไป
แก้ไขนิดนะ .--ผมมองไปทางเพื่อนคนที่สอง
ซึ่งตอนนี้มันกำลังร้องให้---ผมมองไปทาง
เพื่อนคนที่หนึ่ง ซึ่ง ตอนนี้มันกำลังร้องให้---
คืนนั้น ผมหลับเป็นตาย มารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือบรุ่งสาง
ออกมาเข้าห้องน้ำ และกำลังจะกลับไปนอนต่อ
เหลือบเห็นเพื่อนคนที่หนึ่ง และคนที่สาม
นอนกอดกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ไม่มีใครขึ้นไปนอนบนเตียง
ผมกลับมาที่มุมเดิมของที่นอน แล้วล้มตัวลงนอน
ตอนสายของวันนี้เราต้องไปที่โรงพักอีกครั้ง
ผมจึงอยากจะนอนอีกซักตื่นเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
ผมหลับลงอีกครั้งอย่างง่ายดาย และผมก้ฝัน
มันเป็นความฝันที่ชัดเจนเหมือนกับเกิดขึ้นจริง
ในฝันผมนั่งอยู่ที่พื้น เบื้องหน้าผมมีพระรูปหนึ่งยืนอยู่
ในมือถือไม้เท้า หลังงองุ้ม ใบหน้า
เ**่ยว ย่น ท่านไม่ได้พูดอะไร
ผมรู้สึกปลอดโปร่งเมื่อมองไปที่ภาพเบื้องหน้า
ผมเหลือบไปเห็นจีวรของท่านฉีกขาด ผมเงยขึ้นสบตาท่าน ท่านยิ้ม
ผมไม่ทันพุดอะไร ท่านก็
เดินจากไป
ผมลุกขึ้นจะเดินตาม แต่ก็ถูกปลุกให้ตื่นจากความฝันเสียก่อน
ผมตื่นขึ้นเพราะถูกเพื่อนคนที่หนึ่งปลุก
เพื่อนทั้งสองคนตื่นก่อนผม อาบน้ำและกินอะไรกันเรียบร้อยแล้ว
ผมรีบไปอาบน้ำกินอะไรนิดหน่อยแล้วเราก็ออกจากบ้าน
ตรงไปที่โรงพัก
ที่โรงพัก เราถูกสอบสวนเหมือนเดิมอีกรอบ
และเราได้พบอธิการบดีที่นั่น ท่านบอกให้เรา
เก็บ เรื่องที่เกิดขึ้นให้เป็นความลับ
เพราะถ้าข่าวรั่วออกไปจะทำให้เสียชื่อมหาลัย
เรารับปาก
ออกจากโรงพักตอนเที่ยงเราแวะกินข้าวที่หน้าศาลากลาง
และตรงไปที่โรงพยาบาล
ตัดสินใจจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนคนที่สี่ฟัง
ถึงโรงพยาบาลเราตรงไปที่ห้องผู้ป่วย
จึงรู้ว่าเพื่อนคนที่สี่บินกลับกรุงเทพไปกับแม่มันตั้งแต่เช้าแล้ว
ผมตัดสินใจโทรเข้ามือถือเพื่อน แต่ไม่มีคนรับ
เราออกจากโรงพยาบาล
มุ่งหน้าไปลำพูน
เพื่อไปงานศพเพื่อนคนที่สอง
วันนั้นทุกคนยังนิ่งเงียบ ทุกคนเหมือนมีเรื่องให้ต้องคิด
เพื่อนคนที่สามอาการดีขึ้น ไม่ได้นั่งสวดมนต์ตลอดทาง
แต่มันยังยกสร้อยที่ห้อยคอออกมาสาธุเป็นระยะ
เรามาถึงวัดแห่งหนึ่งในอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำพูนตอนเที่ยงกว่าๆ
เราเข้าไปไหว้และ
ทักทายพ่อและแม่ของเพื่อนที่ตาย พูดคุยอะไรกันสองสามคำ
ทั้งสองคนยังติดใจในสาเหตุ
การ ตายของลูกตัวเอง และยังอยู่ในอาการเศร้าสร้อย
ในเบื้องต้นหมอสรุปว่าเพื่อนผมเสียชีวิตเพราะร่างกายนอนในที่อากาศเย็นเป็นเวลานาน
ทำ ให้ปอดไม่ทำงาน และที่เป็นเช่นนั้นเพราะมันเมา และเผลอหลับไป
เนื่องจากไม่มีบาด
แผล หรือร่องรอยถูกทำร้ายบนร่างกาย
จึงไม่น่าจะมีสาเหตุอื่นในการเสียชีวิตได้
เราแยกตัวออกมาจากกลุ่มญาติของผู้ตาย
หลบมานั่งอยู่ทางด้านหลังของแถวที่ฟังพระสวด
พอพระสวดจบ เรากำลังจะขอตัวกลับ และจะกลับมางานอีกครั้งในวันเผา
เราเดินมาที่รถ
ทันใดนั้นผมเหลือบไปเห็นพระรูปหนึ่งกำลังกวาดใบไม้อยู่ที่ลานวัด หลังของ
ท่านงองุ้ม ใบหน้าเ**่ยวย่น เหมือนกับภาพที่ผมเห็นในฝันเมื่อคืน
ผมเดินเข้าไปไกล้ขึ้น และ
รู้แน่ในตอนนั้นว่าผมจำไม่ผิดแน่
เหมือนกันทุกอย่างผิดกันที่อิริยาบทเท่านั้นเอง
ท่านเงยหน้าขึ้นมองผม และยิ้ม
เหมือนกับรอยยิ้มที่ผมเห็นเมื่อคืน
ผมนั่งคุกเข่าลง บรรจง
กราบท่านสามครั้ง ท่านยังยิ้มมาที่ผม
เพื่อนทั้งสองคนเดินตามผมมา
และนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ
ทั้งสองยังมีสีหน้างง ในสิ่งที่ผมทำ
ซึ่งผมก็ยังไม่ได้บอกใครเรื่องความฝันเมื่อคืน
หลวงปู่ : เจริญสุขเถอะโยม
ผม: ......หลวงปู่ครับ คือว่า เมื่อคืนนี้ผม...
หลวงปู่: เอาเถอะโยม อาตมาพอจะรู้เรื่องของพวกโยมมาบ้าง
อยากจะรู้ทางแก้ปัญหาใช่
ไหม ล่ะ
ปัญหาของโยมนั้น เกิดขึ้นจากกรรม กรรมที่ร่วมกันทำมา
ก็ต้องร่วมกันแก้ อาตมาหมายถึง
พวกโยมที่เหลือทั้งสี่คน ได้ร่วมสร้างกรรมนี้ขึ้นมา
กรรมอันเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ด้วย
ความโง่เขลา และความไม่รู้
ตอนนั้นผมอึ้งมาก เพื่อนทั้งสองคนก็งงไม่น้อยไปกว่าผม
เพื่อนคนที่หนึ่งสะกิดผมด้านหลัง
ถามผมเบาๆว่า รู้จักกันมาก่อนเหรอ
ผมส่ายหน้า
หลวงปู่ : ไม่ต้องสงัสยในตัวอาตมาหรอกโยม
พวกโยมมีเรื่องที่ต้องคิดกันพอสมควรอยู่แล้ว
ท่านพูดมาถึงตอนนี้ก็ส่งยิ้มมาที่เราทุกคน
แล้วท่านก็วางไม้กวาดลงที่พื้น
หยิบไม้เท้าที่วางอยู่ข้างๆ
หลวงปู่: ตามอาตมา ไปที่กุฏิเถอะ
พูดจบท่านก็ออกเดิน
ผมลุกขึ้นและเดินตามท่านไป
เพื่อนคนที่สามถามผมตอนนที่เราเดินตามท่านไป ตอนนั้นผมไม่
รู้จะอธิบายอย่างไร ตอบไปสั้นๆว่า
เราอาจจะพบทางแก้ปัญหาแล้วก็ได้ พวกมรึงตามกรูมาเถอะ
เดี๋ยวค่อยอธิบายให้ฟัง
ท่านนั่งลงบนอาสนะที่กุฏิ
ส่วนพวกเราทั้งสามคนนั่งพับเพียบอยู่ด้านหน้าท่าน
หลวงปู่: เอาล่ะโยม มารับนี่ไป
หลวงปู่ล้วงไปในกระเป๋าย่ามเก่าๆข้างตัวท่าน
หยิบผ้าสีแดงออกมาสามผืน บนผ้ามีตัวอักษร
ภาษาบาลีอยู่สามสี่ตัว ไม่ใช่ผ้ายัตน์
ผมอ่านไม่ออกว่ามันเขียนว่าอะไร ผมส่งผ้าให้เพื่อนคน
ละผืน ตัวเองเก็บไว้หนึ่งผืน
หลวงปู่: อาตมาขอให้พวกโยมทุกคน
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจงเก็บผ้าผืนนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา
อย่ายกให้กับบุคคลอื่น
เพื่อนคนที่หนึ่งถามท่านว่าท่านรู้เรื่องของพวกเราได้อย่างไร
ท่านยิ้ม
หลวงปู่: ไม่มีประโยช์อันใด ที่จะรู้หรอกโยม
เพราะบางสิ่งบางอย่าง
เมื่อรู้แล้วก็นำมาซึ่ง
ความ โง่เขลา มากกว่าปัญญา
อาตมาขอให้พวกโยมทุกคน ค้างกับอาตมาที่นี่คืนนี้
พรุ่งนี้ค่อยกลับเชียงใหม่ อาตมาให้เด็ก
วัด เตรียมที่นอนไว้ให้แล้ว
ตอนเย็นเจ้าผมยาวก็จะมา เมื่อมันมาถึงพามันมาหาอาตมาที่นี่
เพื่อนทั้งสองคนหันมามองหน้าผม เพราะคนที่ท่นพูดถึงนั้น
หมายถึงเพื่อนคนที่สี่ของเรา ที่
เพิ่งบินกลับกรุงเทพไปเมื่อเช้า
หลวงปู่ : อาตมาขอตัวก่อนะโยม พวกโยมจะได้คุยกัน
หลังจากทำวัตรเย็นแล้ว อาตมาขอ
ให้พวกโยมมาพร้อมกันที่นี่
หลังจากพูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืน และเดินเข้าห้องท่านไป
หลังจากท่านจากไป เพื่อนทั้งสองคนก็ยิงคำถามใส่ผมหลายชุด
ผมพยายามปะติดปะต่อเรื่อง
และเล่าให้ฟัง
หลังจากทราบเรื่องราว เพื่อนทั้งสองคนก็สงบลง
เหตุการ์ณที่เกิดขึ้น จะเรียกว่าปาฏิหารย์ก็ได้
เพราะผมไม่รู้จะใช้คำพูดอื่นใดทดแทนได้
เย็นวันนั้นขนะเราเตร็ดเตร่อยู่แถวงานศพ
เพื่อนคนที่สี่ก็โพล่มา พวกเราตกใจเล็กน้อย
เพราะอันที่จริงก็เตียมใจกันไว้แล้ว ว่ามันต้องโผล่มา
เราก็เข้าไปซักถาม ว่ากลับมาเชีบงใหม่ได้อย่างไร
มันบอกว่าไปถึงดอนเมือง แล้วอ่านข่าวหนังสือพิมพ์
เลยรู้ข่าวว่าเพื่อนคนที่สองตาย
จึงจับเครื่องกลับเชียงใหม่ทันที
พอมาถึงเชียงใหม่ก็ไปที่บ้านคนที่หนึ่ง
จึงรู้ว่าพวกเรามาที่งานศพ
จึงตามมาที่นี่
พวกเราพยักหน้า
ผมเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เพื่อนคนที่สี่ฟัง
เราลำดับเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นเป็นลำดับขั้น
เป็นอันว่าตอนนี้ ไม่มีใครรู้เรื่องที่เนินดิน
นอกจากพวกเราสี่คน
ตกเย็น เราพากันไปนั่งรอหลวงปู่ที่กุฏิ
หลวงปู่กลับขึ้นกุฏิ ไม่มีสีหน้าประหลาดใจ
ยังส่งยิ้มมาที่เราทุกคน
พวกเราก้มลงกราบพร้อมกัน
หลวงปู่: เจริญสุขเถอะโยม มากันพร้อมหน้าแล้วซินะ เอาล่ะ
มารับนี่ไป
หลวงปู่ยื่นผ้าสีแดงให้เพื่อนคนที่สี่
หลวงปู่ : จงติดตัวไว้อย่าให้ห่าง
หลวงปู่: เอาล่ะทีนี้จงฟังอาตมาให้ดี
พรุ่งนี้พวกโยมทุกคนหลังจากกลับถึงเชียงใหม่แล้ว ให้
กลับไปที่เชิงตะกอนเก่า นำน้ำมนต์นี้ราดลงรอบๆเชิงตะกอน
และบนยอด
แต่ต้องทำใน
เวลาหลังเที่ยงคืน จากนั้นให้โยมจุดธูปคนละ 1 ดอก
สวดมนต์ตามที่อาตมาจดให้นี้จนครบ
สามรอบ แล้วนำธูปขึ้นไปปักที่เชิงตะกอน
ไม่ว่าจะเห็นหรือพบเจออะไร
อย่าได้หยุดสวดมนต์
และในวันรุ่งขึ้น ให้พวกโยมกลับมาหาอาตมา
และถือศีลอยู่ที่วัดนี้ซักเจ็ดวัน
กล่าวจบหลวงพ่อก็ยกขันน้ำมนต์ใบใหญ่
มาตั้งตรงหน้าพวกเรา
พร้อมกับบทสวดมนต์ ครึ่งหน้ากระดาษ
หลงปู่พรมน้ำมนต์ให้เราทุกคน =
จากนั้นก็รินน้ำมนต์ใส่กระติกน้ำแข็ง
บอกให้เรานำกลับไปทำ
พิธีในวันพรุ่งนี้ พวกเรารับกระติก และสาธุขึ้นพร้อม
จากนั้นหลวงปู่ก็ลุกเดินเข้าห้องไป พวกเราก้มลงกราบอีกที
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราเข้าไปกราบลาหลวงปู่
แล้วขับรถกลับเชียงใหม่
มาถึงเชียงใหม่ในตอนสายๆ แวะเข้าไปที่โรงพักอีกครั้ง
เพื่อไปให้ปากคำเพิ่มเติม จากน
นั้นเราก็กลับไปบ้านของเพื่อนคนที่หนึ่ง
เราจัดเตรียมของสำหรับทำพิธีอย่างเงียบๆ ทุกคนไม่พูดไม่จา
เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรกับ
เราในคืนนี้ และแน่นอน ในบรรดาคนที่เงียบที่สุดก้คือผม
ซึ่งเป็นคนที่ปอดแหกที่สุดในกลุ่ม
ผมเองตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอ 'ผี' จังๆซะที
แล้วคืนนี้ถ้าเกิดเจอขึ้นมา
ผมไม่รู้ว่าจะประครองสติไหวอยู่รึเปล่า
ของทุกอย่างถูกจัดเตรียมเรียบร้อยก่อนค่ำ
เรานั่งกินข้าวกันอย่างเชื่องช้าที่หน้าบ้าน
ดูเหมือนเวลาเดินช้ากว่าทุกวัน
ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า
'เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ไม่ใช่สิ่งสัมพันธ์'
เรากินข้าวกันเรียบร้อย แต่ยังนั่งคุยกันอยุ่ที่หน้าบ้าน
ซักซ้อมถึงพิธีการที่จะทำใหคืนนี้
ทุกคนดูตื่นเต้น
เพื่อนคนที่หนึ่งกลับเข้าไปในบ้าน ยกเหล้ามา
หนึ่งขวดและแก้วครบคน
เหล้าวางอยู่ตรงหน้าพวกเรา
แต่ตอนนั้น ไม่มีใครคิดจะหยิบแก้วขึ้นมารินซักอึก
เราขับรถออกจากบ้านตอนสี่ทุ่มให้เหตุผมกับแม่ของเพื่อนคนที่หนึ่งว่า
จะไปดูคอนเสิร์ต ที่มหาลัย
เราขับรถออกมา แวะเข้าไปจอดที่วัดด้านหลังมหาลัย นั่งรออยู่ในรถ
จนกว่าจะถึงเวลา......
ผมนั่งอยู่ด้านหน้ารถกับเพื่อนคนที่หนึ่ง
เพื่อนคนที่สามและคนที่สี่
นั่งอยู่ด้านหลัง
เวลาเดินอย่างเชื่องช้า เสียงเพลงในรถดังขึ้นสลับกับเสียงดีเจ
เสียงดีเจบอกจบรายการ อีกสองเพลงจะเปลี่ยนเป็นดีเจอีกคน
ที่จัดรายการหลังเที่ยงคืน
ผมเหลือบมองนาฬิกา อีกสิบนาทีจะเที่ยงคืน
เสียงหัวใจผมเต้นแรงขึ้นมา เหงื่อเม็ดน้อยๆ ผุดขึ้นบนหน้า
เหลือบมองเห็นเพื่อนคนที่หนึ่ง นั่งกระดิกขา และถามขึ้นว่า
พร้อมยังวะ
เพื่อนคนที่สามและคนที่สี่ พูดขึ้นเกือยจะพร้อมกันว่า
พร้อมแล้ว
แต่ผมยังเงียบ
ผมจับผ้าลงอักขระในกระเป๋า ผมเย็บมันติดกับกระเป๋าเมื่อตอนเย็น
ผมพูดขึ้นเบาๆ
'เออ กรูพร้อมแล้ว'
เพื่อนคนที่หนึ่งเปลี่ยนเกียร์ และขับรถออกจากวัด
มุ่งสู่มหาลัย
เรามาถึงหลังมหาลัยตอนเที่ยงคืนพอดี
แลกบัตรกับยาม แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ เนินดิน
อันเป็นที่ทำพิธีในคืนนี้
ทุกคนดูกระสับกระส่ายมากขึ้นเมื่อรถเริ่มวิ่งเข้าไกล้เนินดิน
เพื่อนคนที่หนึ่ง นำรถมาจอดที่ข้างตึกเรียน ห่างจากเนินดินไปราวสิบเมตร
เพื่อนคนที่หนึ่งเปิดประตูและลงจากรถเป็นคนแรก ตามด้วยเพื่อนคนที่ สาม และคนที่สี่
ผมยังนั่งอยู่หน้ารถ
เสียงเพื่อนตะโกนเรียก
ผมค่อยๆก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ
รู้สึกถึงความเย็นของอากาศ
เราเดินมารวมกันที่ท้ายรถ
เพื่อนคนที่สามถือกระติกน้ำมนต์
เพื่อนคนที่สี่ถือธูป และไฟเช็ค
เพื่อนคนที่หนึ่งและผมถือไฟฉายกระบอกใหญ่
เราออกเดินพร้อมกันอย่างช้าๆ
มุ่งหน้าสู่เนินดิน
เที่ยงคืนครึ่ง
พวกเรามายืนสงบนิ่งอยู่ที่เชิงเนินดิน
แสงไฟจากไฟฉายสองกระบอก ส่องสว่างไปรอบเนินดิน
ผมและเพื่อนๆมองไปรอบๆ ทุกอย่างดูเป็นปกติ
เพื่อนคนที่หนึ่ง ซึ่งดูจะมีความกล้ามากที่สุด เดินออกจากกลุ่ม
ออกไปสำรวจรอบๆเนินดิน
ตามด้วยเพื่อนคนที่สามที่เดินตามไปพร้อมกระติกน้ำมนต์
ผมเหลือบมองเพื่อนคนที่สี่ ซึ่งยืนอยู่ข้างผม เราสบตากัน
ผม: เอาวะ ลุย
เพื่อนคนที่สี่ไม่พูดอะไร
ออกเดินตามผมไปตามหลังเพื่อนคนที่สาม
เราเดินสำรวจไปรอบๆ และมาหยุดตรงยอดเนินดิน
เพื่อนคนที่สามเปิดกระติกน้ำมนต์
ใช้ขันใบเล็กตักน้ำมนต์จากกระติกและราดลงยนยอดเนิน
เราเดินตามคนหลังคนที่สาม เพื่อนคนที่หนึ่งอยู่อันดับสอง
ตามด้วยผมและเพื่อนคนที่สี่
เราเริ่มพิธีกรรมตามที่นัดแนะกันไว้
เหตุการ์ณทุกอย่างดูเป็นปกติ
แล้วเราก็ราดน้ำมนต์จนรอบเนินดิน
และยังเหลือน้ำมนต์ติดก้นกระติกอยู่อีกนิดหน่อย
เพื่อนคนที่สามราดน้ำมนต์ที่เหลือเป็นวงขนาดพอสี่คนนั่ง
ที่เชิงเนินดิน
เขาวางไฟฉายไว้ข้างตัวและนั่งลง
ย้ายเขาไปยืนอยู่ในวงกลม
เพื่อนคนที่สี่จุดธูป ส่งแจกจ่ายให้ทุกคน คนละดอก
และเราก็นั่งคุกเข่า
ผมหยิบบทสวดมนต์ออกจากกระเป๋า
พนมมือและแนบไว้ที่มือในระดับที่สายตามองเห็น
เพื่อนคนที่หนึ่ง และคนที่สี่ทำเช่นเดียวกับผม
ผมนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนคนที่หนึ่ง และคนที่สี่
ส่วนเพื่อนคนที่สามนั่งพนมมืออยู่ริมสุดด้านซ้ายของผม
มันท่องบทสวดได้แล้ว จึงไม่มีโพยเหมือยพวกเรา
เพื่อนคนที่สามไม่พูดพร่ำทำเพลง มันเริ่มบทสวนทันที
พวกเรารีบอ่านตามเกือบจะทันที
ผมท่องบทสวด อาสัยจังหวะตามคนที่สามที่ท่องคล่องแล้ว
และตอนนี้กำลังหลับตาท่องบทสวด
อย่างคล่องแคล่ว
เหลือบมองไปที่เพื่อนคนที่สี่ ที่ตอนนี้หลับตาปี๋
เพราะมันก็อาศัยท่องตามเพื่อนคนที่สามเช่นกัน
ส่วนเพื่อนคนที่หนึ่งยังลืมตาอยู่เช่นเดียวกับผม
บทสวดอันเป็นเสียงประสานประสานของพวก
เราทั้งสี่คน ดังก้องไปทั่วบริเวณ
ผมก้มหน้าลงมองที่บทสวดของตัวเอง เริ่มใช้สมาธิมากขึ้น
ลมเย็นพัดมาวูปหนึ่ง พัดใบไม้ที่อยู่เบื้องหน้าผม
ลอยวนขึ้นมาจากพื้น ผมเงยหน้าขึ้น เหลียว
มองไปรอบๆ แต่ปากยังท่องบทสวดตามเพื่อนคนที่สาม
เหตุการ์ณดูเป็นปกติ
ทันใดนั้น
มีเสียงดัง ' ปัง'
ดังมาจากพุ่มไม้ด้านหน้าเรา
ทุกคนสะดุ้ง
ทุกคนมองไปตามต้นเสียง เห็นกิ่งไม้หัก ส่วนปลายห้อยลงที่พื้น
เพียงลมพัดเบาๆ ทำให้กิ่งไม้หักได้เชียวหรือ ผมนึกในใจ
แล้วขนก็พาลลูกซู่
เพื่อนคนที่หนึ่งตะโกนเตือนให้เราสวดต่อ
ทุกคนถูกเรียกสติกลับมา และบทสวดก็กลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ผมหลับตาลงด้วยเช่นกัน
ตั้งใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่ลืมตาขึ้นเด็ดขาด
เราสวดรอบแรกจบ ผมได้ยินเสียงถอนหายใจจากเพื่อนคนที่สี่
ผมยังหลับตา
เราเริ่มรอบที่สองทันที และในทันที่ ที่บทสวดรอบที่สองดังขึ้น
ลมก็พัดแรงขึ้น แรงมาก กระดาษในมือผม พัดขึ้นลง ตามแรงลม
ฝุ่นที่พัดมาตามแรงลม ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ บ้างปะทะใบหน้าผม
ผมรู้สึกถึงดินที่ผลุบ
เข้าจมูก และบางส่วนที่ปลิวมาบริเวณปาก แต่ผมยังหลับตา
เสียงเพื่อนคนที่สามยังคงนำ
สวดต่อไป ผมสวดตามกระท่อนกระแท่น
ถึงกลางท่อน เสียงเพื่อนคนที่สี่ก็เงียบไป
ผมลืมตาขึ้นและมองไปทางที่เพื่อนคนที่สี่นั่ง มัน
มองไปข้างหน้า อ้าปากค้าง ตวงตาเบิกกว้าง
เหมือนจะพูดอะไร แต่ค้างอยู่อย่างนั้น
ผมใช่ข้อศอกสะกิดเพื่อนคนที่สี่ โดยที่ยังสวดตาม
เพื่อนคนที่สามต่อไป
เพื่อนคนที่สี่เหมือนตกอยู่ในพวัง
มันไม่ได้สนองตอบการสะกิดของผม
ผมใช้ข้อศอกถุง มันอีกทีที่ซี่โครง มันตื่นจากพวังหันมามองผม
ผมส่งสีหน้าสงสัย ถามไปว่า
'มรึงมองอะไร'
เพื่อนคนที่สี่ ปุ้ยปากไปทางเนินดิน ผมค่อยๆ
เหลือบมองไปทางเนินดิน
เห็นลมพัดฝุ่นฝุ้งอยู่บนเนิน พุ่มไม้ด้านหลังเอียงเอนไปตามแรงลม
แต่ไม่เห็นสิ่งปกติอย่างอื่น
ผมหันกลับมาทางเพื่อนคนที่สี่ ที่ตอนนี้ มันหลับตา
และกลับมาสวดต่อไปแล้ว ผมไม่รู้ว่ามันจะ
ชี้ให้ผมดูอะไร
ผมหลับตาลงอีกครั้ง เรามาถึงท่อนจบของบทสวดรอบที่สอง
อีกเพียงอึดใจทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว
ผมใจชื้น
คืนนี้เหตุการ์ณต่างๆคงจะผ่านไปด้วยดี
รอบที่สองผ่านไปด้วยดี
เราเริ่มบทสวดรอบที่สาม
เพื่อนคนที่สี่เถิบเข้ามานั่งไกล้ผมมากขึ้น ข้อศอกเราชิดติดกัน
ส่วนเพื่อนคนที่สาม และคนที่
หนึ่ง ยังนั่งอยู่ที่เดิม
ลมที่พัดแรงนิ่งสงบลงอย่างแปลกประหลาด
ไม่มีแม้เสียงเคลื่อนไหวของกิ่งไม้ อากาศ
โดยรอบเริ่มเย็นลง ผมรู้สึกเย็นไปจนถึงไขสันหลัง
มันเป็นความเย็นที่นิ่งสงัด
บทสวดยังคงดำเนินต่อไป ผมได้ยินเสียลมหายใจของตัวเองดังฟืดฟาด
สลับกับเสียงบทสวด
เพื่อนคนที่สี่ใช้ข้อศอกถุงซี่โครงผมอย่าแรง ผมลืมตา
และมองไปทางเนินดิน สิ่งที่ผมเห็นผม
ทำเอาท้องผมเบาหวิว
บนเนินดินเรื่อยมาจนถึงจุดที่เรานั่งอยู่
เต็มไปด้วยสิ่งที่เราเรียกกันว่า 'ผี' บางคนแต่ง
กายชุดโบราณ บางคน บางคนแต่งกายชุดพื้นเมือง
บางคนท่าทางเหมือนนักรบ
บางคนเป็นเด็กท่าทางผอมโซ
พวกเขายืนสงบนิ่ง ทุกสายตาจ้องมองมาที่กลุ่มของเรา
หัวใจผมแทบหยุดเต้น ตั้งแต่เกิดมา
ยังเป็นเคยเห็น 'ผี' จังๆซะที แต่คราวนี้เจอแบบนับไม่ไหวเลย
ผมไม่รู้ตัวว่าหยุดสวดไปตั้งแต่เมื่อไหร่
มารู้ตัวอีกทีก็ถูกเพื่อนคนที่หนึ่งใช้ข้อศอกกระทุ้ง
ที่ซี่โครงอย่างแรง
ผมเรียกสติกลับมา พยายามมองหาไฟฉาย
แต่มันถูกแรงลมพัดออกไปไกลจากจุดที่เรานั่งราวสองเมตร
ส่วนไฟฉายของเพื่อนคนที่หนึ่งถูกเหน็บไว้ใต้รักแร้
และยังคงส่องสว่างไปเบื้องหน้า
ผมมองไปทางเพื่อนคนที่สาม ที่นั่งอยู่ริมซ้ายสุด มันยังหลับตา
และสวดมนต์ต่อไป
แต่ถัดจากตัวไปไปราวครึ่งศอก
เป็นภาพเดียวกับที่ผมเห็นเบื้องหน้า
ผมเบือนหน้าหนี ไปทางเพื่อนคนที่สี่ และเช่นเดียวกัน
ทางด้านขวาของเราก็ถูกล้อมไว้ด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง
ไปต้องใช้สมองส่วนหน้าคิด ก้พอจะรู้ว่าด้านหลังของพวกเราคืออะไร
ผมเขยิบตัวเข้ามาชิดเพื่อนคนที่หนึ่ง ซึ่งนั่งหลับตาอยู่
ปากพยายามท่องตามคำสวดของเพื่อน
คนที่สาม และในทันทีเพื่อนคนที่สี่ก็เขยิบตามผมเข้ามา
ผมอยากจะหลับตาลง แต่ตอนนั้นไม่ได้ทำ
ผมได้ได้จ้องไปยังภาพเบื้องหน้า
ภาพของกลุ่ม 'ผี' ที่กำลังเดินล้อมวงเข้ามาหาพวกเราอย่างช้าๆ
ใกล้เข้ามา
ผมตะกุกตะกักท่องบทสวดมนต์ตามเพื่อนต่อไป
แต่ตายังจ้องอยู่กับคาราวานที่ค่อยๆเดินเข้ามาหาพวกเรา
บทสวดดำเนินมาถึงท่อนสุดท้าย เพื่อนคนที่สาม และคนที่หนึ่ง
คงยังไม่ได้ลืมตา มันจึงไม่รับ
รู้กับภาพและเหตุการ์ณเบื้องหน้า
ส่วนเพื่อนคนที่สี่ก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้น
และยังคงส่งเสียงสวดแบบตะกุกตะกักต่อไป
ระยะห่างของพวกเรา และกลุ่มผี ตอนนี้อยู่ข้างกันเพียงสองศอก
ผมแลเห็นใบหน้าทุกตนที่
ยืน อยู่เบื้องหน้าผมได้อย่างชัดเจน
ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รู้สึกว่ามือตัวเองสั่นอย่างบังคับไม่ได้
หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุด
ออกมาจากอก ใจหนึ่งอยากจะวิ่งหนีออกไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุด
แต่ก็นึกถึงคำของหลวงพ่อที่
ว่า
'ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าหยุดสวดมนต์'
บทสวดจบลง แต่ฝูงผียังคงรักษาระยพห่างระหว่างเรา
ไม่ได้เข้ามาไกล้กว่านั้น และไม่ได้
ถอยห่างออกไป
เพื่อนคนที่สามลืมตาขึ้น ตามด้วยเพื่อนคนที่หนึ่ง
ทั้งคู่ผงะเอียงไปทางด้านหลัง
> เจ้าเพื่อนคนที่หนึ่งเหลียวไปด้านหลัง
แล้วก็ล้มกระแทกพื้นก้น
จ้ำเบ้า ส่วนเจ้าเพื่อนคนที่สาม ยังพอประคองสติอยู่ได้
ล้องผ้าลงอักขระในกระเป๋า
ออกมากำไว้แน่น
ถึงตอนนี้ เราทุกคนลืมตา
> และประจักษ์กับภาพเบื้องหน้าตัวเองแล้วว่า
เรากำลังตกอยู่ใน
วงล้อม
ไม่ต้องมีใครบอกเราถอยเข้ามาชิดกัน หลังชนหลัง
แต่ละคนมองไปในทิศของตัวเอง ผมรู้
สึกได้ว่า ทุกคนก็สั่นไม่น้อยไปกว่าผม
ได้ยินเสียงเพื่อนคนที่สี่ถามขึ้นแบบสั่นๆว่า
'เอาไงดีวะ'
ไม่มีเสียงตอบจากสวรรค์
ทุกคนเบียดเข้ามาหากันและกันมากขึ้น
และเพื่อนคนที่หนึ่งก็ละลำละลักขึ้นมาว่า
'เอา ถะ ถะ ถะ ธูป ปะ ปะ ไป ปัก'
ผมมองไปทางเนินดิน
ซึ่งตอนนี้ห่างจากพวกเราไปเบื้องหน้าผม ครึ่งเมตร
แต่มันถูกกั้นด้วยฝูงผีเบื้อง
จนมองไม่เห็นทางว่าจะผ่านออกไปได้อย่างไร
ผม: ผะ ผะ ผี ขวาง ทะ ทะ ทาง
สาม: ผ้าซิโว้ย เอาผ้าที่หลวงปู่ให้ออกมา
เพื่อนคนที่สามพูดเสียงดังฟังชัด แม้ตัวมันยังสั่นไม่หยุด
เพื่อนคนที่หนึ่ง และสี่ หวักผ้าออกมาชูขึ้น ยกเว้นผม
ที่เย็บมันไว้ติดกับกระเป๋าเสื้อ ผมฉีก
กระเป๋าเสื้อด้านนอกออก เผยให้เห็นผ้าลงอักขระที่ถูกเย็บติดไว้
สาม: ลุก
เพื่อนคนที่สามตะโกนเสียงดัง
เพื่อนคนที่สามพูดขึ้น และลุกขึ้นยืน
เราลุกขึ้นยืนตามเพื่อนคนที่สาม
และตอนนี้ผมจึงรู้ว่าไม่ใช้เฉพาะแขนผมที่สั่น
ขาผมมันก็ยังสั่นไม่หยุด
แล้วผมก็ถูกพลักจนถลำมาข้างหน้าสองก้าว
ไม่รู้ว่าใครพลัก รู้แต่ว่าตอนนี้ทุกคนยืนอยู่ข้างหลังผม
ชูผ้ายันต์ไปคนละทาง
และตอนนี้ระยะห่างของผมกับฝูงผีเบื้องหน้า
ห่างกันเพียงครึ่งก้าว
ผม : มัน มัน ไม่ถอยโว้ย
ผมตะโกนขึ้น อยากจะถอยหลังกลับไปอยู่หลังเพื่อน
> แต่ขามันไม่ยอมก้าว
ผมถูกผลักจนถลำมาข้างหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้
กลุ่มผีตรงหน้าผมแตกฮือออกไป
ผมปล่อยโฮออกมา น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งแค้นทั้งกลัว
แค้นที่เพื่อนมันใช้เราเป็นโล่ และ
กลัว ถ้าผีมันไม่ถอย ผมก็คงเป็นรายที่สอง
ที่ต้องสังเวยชีวิตแน่ๆ
ผม: มรึงอย่าผลักกรูได้ไหม กรูกลัว ฮือๆๆ
ผมละล่ำละลักบอกเพื่อน
ไม่มีเสียงตอบ ทุกคนยังเบียดอยู่ด้านหลังผม
สาม: มรึงนำนั้นแหละ ผีมันกลัวหน้ามรึง
เพื่อนคนที่สามปล่อยมุขออกมากลางวง
แต่ไม่มีเสียงฮารับเหมือนตอนตั้งวงเหล้า
และตอนนั้นผมก้ขำไม่ออก
แต่ก็พอใจชื้นขึ้น
ที่อย่างน้อย ผีมันก็ยังไม่เข้าไกล้เรา
เพื่อนคนที่หนึ่ง ผ่านไฟฉายมาที่มือผม
ผมรับไฟฉาย
พยายามส่องไฟไปด้านหน้า
แต่มือมันสั่น
และแสงไฟก็สั่นไปตามแรงมือ
สาม: เห้ย เอาธูปไปปัก
เพื่อนคนที่สามตะโกนสั่ง
ตอนนั้นมือซ้ายผมถือไฟฉาย มือขวากำธูปไว้แน่น
ธูปในมือผม ไหม้จนไกล้จะสุดเชื้อ
ผมนึกในใจ
ถ้าช้าไปกว่านี้ พิธีการอาจล้มเหลว
และพวกเราทั้งหมด
คงจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
ผมตัดสินใจ ค่อยๆสั่งขาให้ก้าวออกไปข้างหน้า
ผม: เดินซิโว้ย ไอ้ขาบ้า
ผมตะโกนดังลั่น
เหมือนเวลาหยุดลง
ขาซ้ายของผมค่อยๆก้าวออกไป ค้างอยู่เนิ่นานในอากาศ
และแตะพื้นเบื้องหน้าในที่สุด
ก้าวแรกผ่านไป
ผมยังไม่หยุดร้องให้
ยกขาขวาตามมา ผ่านขาซ้ายไปแตะพื้นเบื้องหน้า
อีกเพียงก้าวเดียว ผมก็จะถึงเนินดิน และสามารถปักธูปได้
เพื่อนทั้งสามคนยังเกาะกันติดอยู่ด้านหลังผม ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ฝูงผีที่แตกฮือจากด้านหน้า ล้อมกันกลับเข้ามาในระยะเดิม
บางตนส่งเสียงโหยหวน ฟังไม่เป็นภาษาคน
บางตนท่าทางกระวนกระวาย
ยกมือขึ้น ทำท่าเหมือนจะเข้ามาทำร้ายพวกเรา
เหมือนพวกเรากำลังจะบุกรุกเข้าพื้นที่
อันเป็นที่หวงแหนของพวกเขา
ผมนึกถึงบทแผ่เมตตา แต่จำไม่ได้ว่าท่องว่าอย่างไร
จึงตะโกนให้เพื่อนคนที่สามช่วยสวดให้ที
เพื่อนคนที่สามไม่รอช้า ส่งเสียงบทแผ่เมตตาออกมาเสียงดังฟังชัด
เพื่อนคนที่หนึ่งและคนที่สี่
ก็ทำเช่นเดียวกัน
ผมก้าวมาด้านหน้าอีกหนึ่งก้าว ถึงตรงเชิงเนินดินพอดี
รับธูปจากเพื่อนมารวมไว้ในมือ
นั่งคุกเข่าลง วางไฟฉายลง
ยกมือท่วมหัว
แล้วปักธูปในมือลงทีละดอก
ทันทีที่ธูปดอกสุดท้ายปักลงที่พื้น
ทันทีที่ธูปดอกสุดท้ายปักลง
เกิfลมพัดขึ้นมาวูปใหญ่
เสียงฝูงผีร้องโหยหวน กรีดแหลมเสียดแทงไปในแก้วหู
แล้วภาพเบื้องหน้าผมก็กลายเป็น
ความว่างเปล่า ผมหันมองไปรอบตัว ไม่พบสิ่งใด
ลมพัดมาเบาๆ
ผมทรุดตัวลงนั่ง ยังคงร้องให้สะอึกสะอื้น
เพื่อนๆที่อยู่ด้านหลังนั่งลงตาม
ผมได้ยินเสียงคนหนึ่งถอนหายใจออกมาดังเฮือก
ผม: จบแล้วใช่ไหมวะ
เพื่อนผมพยักหน้าพร้อมกัน
เรานั่งมองหน้ากัน
หนึ่ง: หิวข้าวว่ะ
เพื่อนคนที่หนึ่งพูดออกมากลาววง
เพื่อนนที่สามหัวเราะออกมาดังลั่น หัวเราะลงลูกคอเอิ้กอ้าก
เพื่อนคนที่สี่และคนที่หนึ่งพาลหัวเราะตาม
ไม่รู้ว่าขำอะไรนักหนา
แต่ผมก็พาลหัวเราะไปด้วย
หัวเราไป ร้องให้ไป
เราขับรถกลับบ้าน ทิ้งความทรงจำเมื่อครู่ไว้ที่เนินดิน
ตกลงกันว่าจะเก็บเป็นความลับ พรุ่งนี้ต้องไปลำพูนแต่เช้า
มีอะไรต้องทำอีกพอสมควร
เพื่อนคนหนึ่งพูดคนที่สองขึ้นมา
เราทุกคนหน้าสลดลง ผมหยุดร้องให้นานแล้ว
พรุ่งนี้เรากะว่าจะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อน
ที่วัดที่ลำพูน
เพื่อนคนที่หนึ่งคงจะเร่งแอร์ในรถมากไป จนทุกคนรู้สึกหนาว
แต่ก็ไม่ได้เบาแอร์ลง เพราะ
อากาศข้างนอกก็เย็น หมอกลงจัด
เรามาถึงบ้านเพื่อนคนที่หนึ่งตอนตีสอง
แม่ของเพื่อนมาเปิดประตูให้ตอนที่เรามาถึง
สภาพของเราทุกคนดูโทรมมาก
แต่ละคนดู
เหมือนไปวิ่งมาราทอนคลุกฝุ่นกันมา
เราลงจากรถกำลังจะเดินเข้าบ้าน
เสียงแม่ของเพื่อนคนที่หนึ่งทักขึ้น
แม่: ไม่เรียกเพื่อนอีกคนลงมาด้วยล่ะลูก
จะได้อาบน้ำอาบท่าแล้วเข้านอนกัน หรือว่าจะ
ออกไหนกันอีก
เรามองหน้ากันงง
หนึ่ง: ไม่มีใครแล้วครับแม่ มีกันสี่คนเท่านี้ครับ
แม่เพื่อนชี้มือไปที่รถที่จอดอยู่หน้าบ้าน
แม่: ก็นั่นไงเพื่อนลูกที่นั่งอยู่ในรถอีกคนนั่นไง แม่จำได้นะ
เคยมาบ้านเราหลายครั้ง
แม่เพื่อนพูดและชี้มือไปที่รถ
พวกเรามองตามไปที่รถ สิ่งที่ผมเห็นคือ
เพื่อนคนที่สองนั่งอยู่หน้ารถ ในตำแหน่งที่ผมนั่ง ส่งยิ้มและโบกมือมาให้เราทุกคน..................................


















