แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กาย เวทนา จิต ธรรม

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร 
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 

กาย เวทนา จิต ธรรม 
https://youtu.be/KQTRgQ8rwko 


ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

          ณ บัดนี้ ถึงเวลาปฏิบัติบูชา นั่งสมาธิภาวนา ให้พากันนั่งขัดสมาธิเพชรให้ได้ทุกๆคน การนั่งขัดสมาธิเพชเหมือนอย่างพระพุทธเจ้านั่งสมาธิภาวนาใต้ร่มไม่โผล่ พระองค์เอาชนะใด้ เราทุกคนก็ได้มาสู่สถานที่วิเวกภาวนา ถ้ำผาปล่องนี้เป็นที่วิเวกเป็นที่ภาวนา เราทุกคนก็มาถึงสถานที่นี่ และได้ร่ำร้องมานานว่าเมื่อใดหนอข้าพเจ้าจะได้ที่เงียบสงัดภาวนา บัดนี้สถานที่ภายนอกนั้นก็แล้วว่าพร้อมบริบูรณ์ ห่างไกลจากที่ชุมนุมชน ไม่มีเสียงรบกวน ที่ว่าเสนาสนะสัปายะ ที่อยู่อาศัยเป็นที่สบาย ก่อนนะว่าที่นี่ก็เป็นที่สบาย เมื่อเรามาอยู่ในที่สบายจิตใจเราไม่ต้องสงสารรำคาญรั่วไหลไปที่อื่น รวบรวมกำลังจิตกำลังใจปล่อยวางเรื่องราวภายนอก จะมีอารมณ์เรื่องราวอะไรขัดข้องสงสัยก็ตามไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อเรานั่งขัดสมาธิเพชรเสร็จเรียบร้อยแล้วหลับตานึกภาวนาพุทโธนี้เป็นคนพระพุทธเจ้าพระพุทธคุณพระพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในโลกอะไรทั้งหมดที่เราเห็นอยู่ในประเทศบ้านเมืองเราจะไม่มีวัดวาศาสนาโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ศาลาการเปรียญ วิหารเราจะไม่เห็น ไม่เห็นพระสงฆ์องคเจ้า ห่มผ้ากาสาวะพัฒ ผ้าเหลืองผ้าขาวจะไม่มี ที่เราเห็นนี่ก็คือว่ามาจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั่งสมาธิภาวนาเดินจงกรม รวมจิตรวมใจในวันวิสาขบูชาเดือน 6 พระองค์ไม่ปล่อยปละละเลยให้ใจกิเลสเข้ามารบกวนใจของพระองค์ได้ 


          บทภาวนาของพระพุทธเจ้าของเราก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหนก็เอาลมหายใจเข้าออกเป็นอุบายภาวนาแต่จิตใจของพระองค์กล้าหาญที่สุด แล้วว่าสละชีวิตอิสระตาย กิเลสราคะกิเลสโมโหมันเป็นเจ้าใหญ่นายโตอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ปุถุชนคนเรา เราต้องลุกขึ้นบำเพ็ญภาวนา พระพุทธเจ้านั้นพระองค์เอาชนะได้แล้ว สละชีวิตลงไปได้แล้ว กิเลสความโกรธได้แล้วตัดกิเลสความโลภได้แล้วตัดกิเลสความหลงได้หมดสิ้นแล้วกิเลสพร้อมทั้งวาดในวันเดือน 6 เพ็ญ เสร็จเรียบร้อยแต่พวกเราทั้งหลายนี้ยังอยู่ ยังห่วงหน้าห่วงหลังวิตกวิจารณ์ไปต่างๆนานา เพราะยังไม่เสียสละเต็มที่ ความจริงก็คือว่านั่งสมาธิภาวนาแล้วจิตใจไม่ควรให้ไปที่อื่นให้จิตใจน้อมเข้ามา รวมเข้ามา ใจคนเราไม่แต่มันอยู่นอกร่างกายไป ที่เราเห็นต้นไม้ภูเขาอันนั้นมันลูกกะตา มันมองออกมาทางสายตา ก็เห็นต้นไม้ภูเขา แล้วใครเป็นผู้มองมาคิดบอกมา นั่นท่านเรียกว่าจิตดวงผู้รู้อยู่ในตัวเราทุกคน จงรวมกำลังจิตใจให้มาอยู่ในดวงจิตที่รู้อยู่นั้น ดวงจิตที่รู้อยู่นี่มันก็ไม่ใช่ลึกซึ้งจนกระทั่งมองไม่เห็น เราหูดีฟังเสียงได้ยินเสียงมันจะลอยไปในอากาศกระทบโสดหูไปรุ้ที่จิต จิตไม่ต้องไปหาเป็นก้อนเป็นหน่วยเป็นสีสันวรรณะเหมือนคนเหมือนลูกแก้วไม่มี เหมือนเรามองไปในอากาศไม่มีอย่างนั้น แต่มันมีความรู้อยู่ในตัวในใจอันนั้น เวลารวมจิตใจดวงนี้เข้ามาเป็นดวงหนึ่งดวงเดียวให้ได้เสียก่อน จะรู้จักรู้แจ้งเมื่อภายหลัง ว่ากิเลสนั้นมันซึมซาบอยู่ในจิตใจดวงนี้แหละ กิเลสความโกรธมันก็อยู่ที่จิตใจดวงผู้รู้ผู้คิดผมนึกนี่ กิเลสความโกรธความโลภความหลงมันไม่เคยมากมายมันอยู่ในใจนั่นแหละ 


          ถ้าจิตใจของเราตั้งมั่นลงไปไม่หวั่นไหว พุทโธลงไปในหัวใจ จิตดวงที่รู้โยธินไหนก็ตั้งลงไปให้มันมั่นคง ตัวตนของเหล่านี้เพียงธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมประชุมกันอยู่เท่านั้นเอง ไม่ใช่ของเราแท้ เขามาเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อบำเพ็ญบุญบารมีของเราให้แก่กล้า ทานะบารมียังไม่เกะกะเราก็จะต้องทำทานะบารมี ศีลบารมียังไม่บริสุทธิ์ยังไม่แก่กล้าเราก็จะได้บำเพ็ญศีลและบารมี นับตั้งแต่หลักศีล 5 ขึ้นไป เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นลักขโมยวัตถุเท่าของของบุคคลผู้อื่น เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากกล่าวมุสาวาท เว้นจากเดิมกินสุราเมรัย อันหลักศีล 5 ศีล 8 เป็นการฝึกจิตฝึกใจสังวรระวังกายวาจาได้แล้ว มีอารมณ์เป็นเครื่องอยู่ นั่งอยู่เฉยๆไม่ได้มันมีอารมณ์เป็นเครื่องอยู่ อารมณ์ของจิตมันมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่รูป เมื่อเห็นรูปแล้ว รูปกนั่นแหละมาเป็นอารมณ์ในจิตถ้ารูปดีก็ชอบคอพอใจถ้ารูปขี้ร้ายขี้เหร่ก็เกลียดชังอยากจะให้มันตายไปเสีย มาเป็นอารมณ์อยู่ใน เสียงดีเสียงเพราะกดชอบใจร้องรำทำเพลงถ้าเสียงเขาดุด่าว่าร้ายป้ายสีให้ไม่พอใจเย็ดแม่อยู่ก็นั่นแหละ กลิ่นเหม็นก็ไม่ชอบถ้ากินหอมแล้วก็ชอบใจ จะเป็นดอกไม้ก็เอามาดมเอามาเหน็บหูมันใกล้จมูก อันนี้มันเป็นเรื่องกิเลสในใจ แล้วใจนี่แหละเมื่อลดอาหารมันผ่านลิ้น โดยที่ไม่พิจารณาธาตุกรรมฐานอสุภะกรรมฐานไม่ได้พิจารณาว่าการบริโภคนั้น เพื่อประโยชน์อะไร จิตก็มาหลงติดอยู่ในรถอาหารการกิน เวลาเราภาวนานี้เป็นเวลาสงบ เป็นเวลาละวาง ไม่ให้เรื่องเหล่านี้มาเป็นอารมณ์อยู่ในจิต เย็นร้อนอ่อนแข็งกระทบก็ไม่ให้จิตใจมายินดียินร้าย ที่ท่านให้นึกบริกรรมพุทโธ อยู่ในตัวในใจ มันเพื่อนร่วมกำลัง ให้ตั้งมันแน่วแน่มั่นคงไม่ให้หลงใหล มีสติสัมปชัญญะ สติความระลึกได้ 


          สตินี้เป็นการฝึกให้เจริญมากๆแล้วจะไม่หลง ตั้งมันลงไปแล้วก็เลิกไม่ให้มันลง เวลาร่างกายนั่งสติก็ต้องระลึก วันนั่งแบบไหน สติความระลึกได้ต้องดูตัวเองนั่งให้รอบคอบ รู้จิตรู้ใจอยู่ภายใน ไม่ให้พลั้งเผลอลุ่มหลงมัวเมาไปตามอายตนะภายนอก คนที่ขาดสติ ไม่ว่านั่งสมาธิภาวนาก็หลับไหลไปก็คือว่าขาดสติขาดสมาธิขาดปัญญา สติความระลึกได้ก็จิตใจดวงผู้รู้อันเดียวนี่แหละนึกขึ้นมา ให้มีสติระลึกอยู่ไม่หลงไหลไปกับเรื่องใดๆทั้งหมด เตือนจิตใจดวงนี้อยู่ตลอดเวลา ธรรมดาจิตใจคนเรานั้น ท่านเปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่าทารกที่เกิดขึ้นมาใหม่ ไม่รู้อะไร ถ้าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าไม่ดูแล ทารกนั้นจะต้องเกิดภัยอันตราย มันยังไม่รู้อะไร คนเราหรือมานี่อาศัยบิดามารดาพี่เลี้ยงนางนมช่วยดูแลให้มันจะตกเขาก็จับไว้ ไม่ให้ตก แต่ว่าเมื่อมันใหญ่แล้วคนเรามันก็ลืมบุญคุณของผู้ที่เพิ่นดูแลให้ เมื่อเรามาภาวนาก็ให้ตั้งใจขึ้นมาระลึกขึ้นมา ดวงสติคือจิตระลึกอยู่ให้ระลึกอยู่เรียกว่าสติปัฏฐาน 4 พิจารณาอยู่ในกาย ในกายหมายถึง ขา 2 แขน 2ศรีษะ 1 มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ให้เอาสติมาดูกาลเนี่ย ภายในหนังหุ้มเข้าไปมีอะไรเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลือง เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ แต่เมื่อเราไม่กำหนดพิจารณาเสร็จมันก็ประมาทมัวเมา เห็นเป็นของสวยของงามของมั่นคงถาวรแท้ที่จริงไม่มีอะไรเลย มันรอความแตกดับอยู่ตลอดเวลา จงรวมจิตใจลงไปลึกพิจารณาในร่างกายสำคัญนี่แหละวะระลึกอยู่ในกาย จนแจ่มแจ้งทุกส่วนทุกประการในร่างกายสำคัญนี้จนไม่หลง ไม่คิดไปในทางหลวงคิดว่า ระลึกศพเข้าเอทนามาถึงเข้าทุกขเวทนามาถึงเข้าเฉยๆเวลาธนามาถึงเข้าท่านก็ต้องให้สติความระลึกได้ ไม่ให้หลงไหลไปตามสุขทุกข์เฉยๆนั้น แปลว่าคงสติ ดูกายโดเวธนาดูจิต ความคิดนึกปรุงแต่งอะไรต่อมิอะไร ก็ต้องเอาจิตใจดวงโผล่มาชิดมานึกมาภาวนานั่นเองให้สงบระงับตั้งมั่นลงไป คำว่าธรรมหรือว่าธรรมารมณ์เรื่องราวที่มันผ่านมามันก็มาเป็นอารมณ์อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม อย่างนี้แหละว่าสติต้องระลึกผิดอย่าลืมนะ ไม่ให้เพียงแต่ว่ามายึดหน้าถือตามายึดตัวถือตนมายึดเราของของเรา จะกำหนดพิจารณาอะไรไม่ได้อันนี้เป็นความผิดความหลง 


          พระพุทธเจ้าพระองค์เตือนว่าให้มีสติความระลึก ได้ ข้อแรกท่านก็หายแล้วลึกพุทโธตั้งจิตให้มันๆเลยนะ เอาจนตั้งมั่นลงไปได้จริงๆ ใจคนเรานั้นถ้าให้มันตั้งมันมันก็ได้หมด ถ้าไม่ฝึกไม่ฝนปล่อยให้มันไปตามอารมณ์กิเลสราคะโทสะโมหะ ก็เมาไปอย่างนั้นแหละไม่มีความรู้สึกตัวเอง ต้องตั้งใจขึ้นมาแล้วก็ระลึกใน กาย เวทนา จิต ธรรม รวบรัดเอาดวงจิตดวงใจดวงผู้รู้อยู่ภายในให้อยู่ที่นี่ ไม่ให้แส่สายไปที่อื่น ที่อื่นไม่ใช่ที่อยู่ของจิต จิตคนเรามันอยู่ในกายในรูปนี่แหละ ก่อนที่จะได้เนื้อหนังมังตัวตนอันนี้มาต้องไปนอนอยู่ในท้องแม่ ตั้ง 10 เดือนจึงได้ร่างกายสังขารอันนี้ เมื่อได้มาแล้วก็จะมาลุ่มหลงมัวเมาเพลินไปตามอันนี้ไม่ได้ เพราะร่างกายสังขารนี้เป็นของเป็นเครื่องใช้ชั่วคราว มนุษย์ยุคนี้สมัยนี้อายุไม่ค่อยถึงร้อยปีก็ต้องตายแล้ว เราจะมาเพลิดเพลินลุ่มหลงมัวเมาไปตามรูปนามไม่ได้ ต้องภาวนาทำใจให้สงบตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียวให้ได้ ที่เราจะทำได้ก็ต้องตั้งใจตั้งแต่บัดนี้เดี๋ยวนี้เป็นต้นไป ไม่ปล่อยปละละเลยนั่งก็มีสติระลึกอยู่ ยืนเดินนั่งนอนก็มีสติความระลึก คำบริกรรมในใจมั่นคง หนักแน่นอยู่ในหัวใจ พุทโธอยู่ที่นี่ธัมโม อยู่ที่นี่สังโฆก็อยู่ที่นี่ อยู่ที่จิตใจดวงผู้รู้อยู่สวนสังขารประมาณจิตแต่คิดนึกเรื่อยเปื่อยไปไม่ต้องตามมันไปตามไปไม่มีที่สุดที่สุด ตามกิเลสตัณหามาตั้งแต่อเนกชาตินับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว มาบัดนี้วันนี้เดี๋ยวนี้เป็นต้น ไปเราจะไม่ตามไป เราจะภาวนาพิจารณาสงบจิตใจดวงนี้ เมื่อจิตใจดวงนี้อยู่แล้วก็จะต้องกำหนดให้รู้หลักอนิจจังทุกขังอนัตตา สอนจิตใจดวงนี้ให้เกิดความรู้ความฉลาดความสามารถขึ้นมาใจท้อแท้อ่อนแอกลัวตายไม่มี 


          ตั้งใจภาวนาร่วมจิตรวมใจลงไปให้เต็มดวงหนึ่งดวงเดียวให้ได้ วันไหนคืนไหนใจไม่สงบข้าจะไม่นอนถ้าจะนั่งภาวนามันยังเด้อ ให้เราจะนั่งให้มันตายเหมือนพระพุทธเจ้าของเราถ้าไม่ได้พระองค์จะไม่ลุกไปแสวงหามาเลี้ยงชีพอีกต่อไปพระองค์ท่านจะนั่งภาวนาให้มันตายในร่มใม้ นะเราทุกคนทุกดวงใจก็ต้องมีจิตใจแน่วแน่ๆเหมือนกับพุทธเจ้า จึงจะตัดได้ละได้ปล่อยได้วางได้ ไม่ทำตามอำนาจกิเลสความโกรธบอกให้ทำไม่ทำตามอำนาจกิเลสความโลภ ไม่หลงไปตามอวิชชาตัณหาในจิตใจที่เต็มไปด้วยกิเลสบอกให้ลง เราจะภาวนาทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน อันเป็นสถานที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ตาย มันมีอยู่ในใจนั่นแหละ แต่ถ้าไม่รวมไม่สงบลงไปมันก็ไปทั่วลงไปแล้วมันก็มีใจดวงเดียวนั่นแหละตั้งจิตตั้งทำจิตให้เป็นดวงเดียว ธรรมโมทำใจให้เป็นดวงเดียวไม่ให้แส่สายลุ่มหลงไปในที่ใดๆจิตใจดวงนี้มัดจิตใจดวงนี้ด้วยสมถกรรมฐานจิตสงบระงับมัดไว้ วิปัสสนากรรมฐานพิจารณารูปนามกายใจตัวตนทั้งภายนอกภายในทั้งส่วนตนและบุคคลผู้อื่น จนจิตที่เคยหลงมัวเมามากแก้ไขไม่ให้หลงมัวเมาอีกต่อไปแล้วตัดในใจมันขาดอะไรกระทบกระเทือนหูก็ทำใจให้ว่างนะมันเฉย ไม่ต้องไปรุมหลงมัวเมาไม่มีที่สิ้นสุด ใจดวงผู้รู้ที่นี่ก็ภาวนาอยู่ที่ไหนสงบอยู่เห็นจริงเห็นแจ้งอยู่ที่นี่ ไม่ต้องให้มันมาหลอกลวงอีกต่อไป จิตใจของผู้ปฏิบัติจะได้มั่นคงลงไปเกิดแล้วมันต้องเป็นอย่างนี้ แก่ชราเจ็บไข้ได้ป่วย ผลที่สุดก็แตกดับตายไปตายไป แล้วจะได้อะไรไม่มีอะไรได้เมื่อยังมีชีวิตลมหายใจอยู่อย่างนี้แหละ เราจะต้องปฏิบัติบูชานั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมชำระจิตใจดวงนี้ให้ออกใสสะอาดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกทุกลมหายใจออก เราจะไม่เป็นคนประมาทมัวเมาอีกต่อไป ทุกขังอริยสัจจังทุกข์เป็นของจริงมีอยู่ในโลกน้ำตัวตนคนเราทุกคน อย่าได้มาหลงยึดหน้าถือตายึดตัวถือตนยึดเรายึดของของเรายึดค่าของค่าตัวเราของเราของเราที่ไหนของโลกเขาโลกกิเลสมันสร้างขึ้นมา สร้างขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล หลอกลวงให้ลุ่มหลงมัวเมาวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุดยุติลงไปได้ เราจะต้องทำความเพียรภาวนาให้ใจดวงนี้ให้มั่นคงหนักแน่นลงไป มีสติทุกเวลามีสมาธิจิตตั้งมั่นอยู่ทุกเวลา มีปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถอาจหาญรอบรู้ในกองสังขารไม่ให้หวั่นไหวสั่นสะเทือนไปตามรูปเสียงกลิ่นรส เอาจิตใจดวงนี้ให้ว่างวางเฉย เป็นดวงดวงเดียว กิเลสอะไรมันยังพ่องผ่านอยู่ในใจก็ตัดลากลงไปให้มันหมด เหลือดวงจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสสะอาด ไม่ปนด้วยรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบประกอบส่วนที่เป็นกุศลอยู่ในจิตในใจของตน ทำความเพียรเพ่งอยู่ภายในภายนอกไม่เกี่ยว จะไม่ไปยึดไปถืออะไรทั้งหมด 


          ดวงจิตดวงใจไม่เคยไปอยู่ที่อื่น มันอยู่ในกายเราได้ยินเสียงนี้ก็คือว่าใจนั่นแหละอยู่ที่นี่ ถ้ามันออกจากร่างนี่ไปเหมือนคนตายทำอะไรไม่ได้ คนเราจะประพฤติปฏิบัติได้ก็ในเมื่อเวลามันยังอยู่ในรูปขันธ์นี่แหละเมื่ออยู่ในรูปขันธืมันจะได้รู้จักมาบรรจบกันทุกสบายไม่สบายอย่างไรร้อนหนาวมันรู้อยู่นี่แหละทำความเพียรปฏิบัติบูชา สิ่งอื่นใดนอกจากจิตใจดวงผู้รู้อยู่ออกไปทั้งหมดไม่ต้องไปหรอก ห้รู้ว่าอนิจจังไม่เที่ยงทั้งหมดทั้งหมดทุกขังไปถือไปลงก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง อนัตตาคือสำคัญผิดคิดว่าเราตัวเราของเราความจริงไม่ได้เป็นของเราของธาตุโลกเขา อาศัยกิเลสตัณหามานะทิฏฐิเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ติดให้ให้หลงอยู่ต่างหาก เวลาตายจากโลกนี้แบกหามอะไรไปได้ทิ้งไว้ทั้งนั้น ต่อไปเราจะไม่ต้องไปวุ่นวายกับสิ่งใดๆ ว่าพุทโธจิตใจดวงผู้รู้อยู่ที่นี่ ตามละตามปล่อยวางตัณหามานะทิฏฐิให้หมดสิ้นไปในคืนวันนี้ ตั้งใจลงไปจริงๆ เมื่อตั้งใจเต็มที่ได้ จิตใจก็ยอมสงบระงับตั้งมั่นเที่ยงตรงๆที่อยู่ในจักร ใจร้อกฏหายไปใจเย็นก็จะได้เกิดขึ้นมาแทนที่ ก็จิตดวงมีอยู่ในตัวเราทุกๆคนเก็บสังขารจิตกิเลสตัณหามานะทิฏฐิไม่ต้องเกี่ยวข้อง พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า นัตถิตัณหาสมานาที แม่น้ำจะเสมอด้วยตัณหาไม่มี ตัณหาความอยากความวุ่นวายในใจมนุษย์ปุถุชนคนเรามันวุ่นวายที่สุด เลิกปลดปล่อยออกไปให้หมดสิ้น เอกังพุทธธัง เอาจิตให้เป็นดวงเดียว เอกังธัมโมเอาจิตให้เป็นธรรมดวงเดียว แน่วแน่มั่นคง ไม่หลงใหล ไม่ไปข้างหน้าข้างหลังข้างซ้ายข้างขวาเบื้องบนเบื้องต่ำไม่หนีจากที่นี้ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ วิญญูชนทั้งหลายผู้ปฏิบัติธรรม จงรู้แจ้งรู้จริงอยู่ในจิตใจของตนนี้ให้ได้ จึงชื่อว่า สาวโก สาวกของพระพุทธเจ้า ท่านภาวนาทำความเพียรละกิเลส

          เราทุกคนผู้เป็นสาวกในทางพุทธศาสนา ก็ให้เลิกละ ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ลงไปสู่จุดดวงรู้อยู่ในจิตใจนั้นให้ได้ ไม่ได้ไม่ต้องถอย เอาความเพียรเป็นที่ตั้ง นี่แหละเราท่านทั้งหลาย จงปฏิบัติบูชาภาวนาในจิตในใจให้มันแน่นแน่เด็ดขาดลงไป ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาละเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

กินแล้วนอนเหมือนสุกร

 หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร  วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่



กินแล้วนอนเหมือนสุกร

https://youtu.be/ZPE9Bc7tUCg



ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ต่อนี้ไปตั้งใจนั่งสมาธิภาวนาขัดสมาธิเพชรให้ได้ทุกๆคน ทั้งหญิงชายจะปวดแข้งปวดขามันจะดีทุกวัน ดูพระพุทธเจ้าท่านนั่งได้ กายท่านก็แล้วว่าสวยสดงดงาม ร่างกายพระพุทธเจ้านั้นเป็นลูกจ้าวพระยามหากษัตริย์ไม่ได้ทำไร่ไถนา เมื่อท่านเสด็จออกบรรพชาทำยังนั่งสมาธิได้ คนสมัยนี้พระสมัยนี้     ขี้เกียจขี้คร้านกินแล้วก็นอนเหมือนสุกรบ่รู้จักตื่น ไม่สำคัญในการนั่งขัดสมาธิเพชรไม่เคยนั่งตามใจชอบนั่นแหละ พวกอยู่กรุงเทพเขาก็ว่าต้องนั่งในห้องแอร์ไม่ร้อน จะไปนั่งนอกห้องใหญ่ก็บ่ได้เหงื่อออก      การนั่งขัดสมาธิเพชรความจริงระเบียบธรรมเนียมต่างๆ มันเป็นเครื่องฝึกเครื่องหัด อย่าว่าไม่มีประโยชน์มันมีประโยชน์อยู่ ทุกคนที่เกิดมาในประเทศใดก็ตาม เขาให้เรียนหนังสือตั้งแต่เด็กเล็ก ตั้งแต่อนุบาล    มาจนถึงเรียนประถมมัธยม ทำไมหนังสือมีอยู่จะให้มันเรียนเองได้เยอะ มันก็ไม่ได้หนังสือนั้นต้องมีครูบังคับมีจริงไม่ใช่บังคับหนังสือบังคับคนบังคับเด็กบังคับ พวกเราเรียนหนังสือลองโยนหนังสือให้มันเรียนเองอยู่บ่ได้นะมันบ่ตั้งใจเรียนให้ครูสอนครูสอนไม่สอน ถ้ามันบ่เอามันจะเฆี่ยน แล้วตีเอาเด็กมันก็โกรธครู ว่ากลัวพ่อกลัวแม่แม่มันไม่กลัวครู เรียนหนังสือให้พอเขียนออกได้เขียน ได้อ่านออกแต่เด็กเกเรบางคนมันก็ไม่เอาถ่านสมัยก่อนนี้ก็เอากระดานดำทำกระดานมาให้เขียนในกระดานไปโรงเรียนมันจะขว้างกระดานไปก่อน แต่เกิดมันไม่เกี่ยวหรอกกว่าจะถึงโรงเรียน ที่เขียนหนังสือเรื่องนี้พวกแกๆเพราะเด็กจบมหาวิทยาลัยในประเทศและต่างประเทศนอก ไปเรียนนอกมันก็โกหกเอาเงินพ่อเงินแม่มัน ก็ไม่เรียนอีก บางคนก็กลับมาว่าจบแล้วจบ ขี้เกียจทำงานอีก สมัครสมัครที่ไหนก็เฮโลไปสมัคร เป็นหมื่นเป็นแสน บ่ได้ตรวจสอบบ่ได้ดอก มันก็ว่ามันรัฐบาลบ่ช่วย ตัวเองไม่ช่วยตัวเองจะไปให้รัฐบาลช่วยได้ไหม แผ่นดินไทยมีทรัพย์ในดินสินในน้ำ มีเรียนมากก็ได้ขี้เกียจมากขึ้นไปยังไม่ใช่ไม่ได้


พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้โลกกิเลสในใจมนุษย์ ที่ท่านเป็นรู้กิเลสในใจมนุษย์ คนอื่นเทวดาอินทร์พรหมได้ ท่านก็รู้ใจของท่านท่านเรียนท่านรู้จักกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ อันมันมีอยู่ในใจของพระองค์นั้นเอง เมื่อยังเลิกไม่ได้ละไม่ได้ยังไม่เห็นทุกข์ ของ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ รู้เอามาพิจารณาแจ่มแจ้งแล้วก็เอามาสอนสาวกในสมัยนั้น กิเลสราคะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ตามไปดูในใจตามเข้าไปดูร่างกายมันได้มาจากไหน มันได้มาจาก กามราคะ กิเลสมนุษย์ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ สืบเชื้อสายจะมาไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ เกิดมาชาติใดก็มาหลงอยู่ในกามารมณ์ ไม่มีปัญญาที่จะตามรู้เห็นว่ามันเป็นมารร้าย ใหญ่ที่สุด มนุษย์ก็ตามสัตว์ทั้งหลายก็ตาม แม้กระทั่งตัวรินยุงที่มากัดคันตามตัวเรา มันก็มีกามบริโภคการที่เรายังลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสจะตามมา คนอยู่คือปัญญามันเท่ากันกับยุงนั่น แหละยุงมันก็บริโภคกามได้ 


เราเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้รักษาศีลภาวนา เราก็ไม่สนใจไม่เปลี่ยนแปลงดูร่างกายสังขารของเราเอง มายึดมาถือว่า ตัวกูของกู ตัวข้าของข้า ตัวเราของเรา จะนั่งสมาธิภาวนาข้ออ้างนู่นอ้างนี่ไม่ลงภาวนาไม่เดินจงกรมไม่เร่งความเพียร เห็นแต่ความสุขความสะดวกเล็กๆน้อย ต้องอยู่ไปกินไปนอนไป เวลาความตายใกล้เข้ามาเอาแล้ว ตาเหลือกตาลาน กินมาก ปลาทู ปูเค็ม ขนมต้มไก่ เกิดท้องเสียท้องถ่าย ก็ไปติแม่ครัวบ้างทำให้เกิดพิษ ไปกินมันมันมากินเราไปกินเกิดเจ็บท้องเจ็บไปขึ้นมา ในเข้าโรงพยาบาลนั้น สมัยหลวงปู่มั่นเข้านิพพาน นานมาหลายสิบปีแล้ว เณรสมัยพระเณรสมัยนั้นทำไม่รู้ว่าไปกินยังไง กินกระดูกไก่เข้าไป เอาแล้วจะมีเดือดร้อนเข้าโรงพยาบาล โรงพยาบาลสกลนคร ยังอ่อนความรู้ต้องไปนู่น นครพนม ทีนี่หมอแก้ไขกระดูกไก่มันเข้าไปขวางเข้าไปขวางคอ พวกญาติโยมได้ข่าวว่าตัวเองว่ากินไปทำไม ทำไมไม่ดูให้ดี ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าท่านว่าให้เป็นผู้มักน้อยอาหารการกินน้ำให้ถือว่ามันเป็นเครื่องประทังชีวิต ชั่วระยะวันหนึ่งวันหนึ่งเท่านั้นเอง  จะไปทานมาก กินมากจนกระทั่งมันย่อยไม่ไหวย่อยไม่ไหว เกิดเจ็บท้องเจ็บไส้จะมาก็ท้องไส้มันมีกำหนดกฎเกณฑ์ ก็ดูจะถุงหลวงพี่นะเอาหยังยัดเข้าไปจนเต็ม มันก็เหมือนถุงหลวงพี่ผ่านมาใส่เข้าไปมากเกินไปแล้วขาด พุทธเจ้าท่านสอนมาไม่ให้มักมาก ให้มักน้อย ภาวนามากๆอย่ามัวไปถามอาจารย์ก่อนจะได้มรรคผลนิพพานง่ายๆพระองค์ใดที่ท่านสำเร็จพระเจ้าเป็นหยังได้อย่างนั้นเครื่องจะเอาสำเร็จในที่นั่งภาวนาธรรมที่จะเป็นไปเพื่อความรู้ความเข้าใจมันบ่เอาหมดตั้งใจ


ในสมัยครั้งพุทธกาล ก็มีพระภิกษุเมื่ออยู่จำพรรษาอยู่กับวัดมันสะดวกสบาย นอนหงายมือก่ายหน้าผาก ออกพรรษาแล้วจะชวนกันไปธุดงค์ สมัยโบราณ บ่เหมือนสมัยนี้ มันเป็นใช่ไหมเสือกินคนไมไม่เหมือนสมัยนี้คนกินเสือ ชวนกันไปธุดงค์เข้าในป่าในดงสมัยโน้นเที่ยงคืนมาเสือโคร่งก็มาตะครุบ ร้องโวยร้องว่าเพื่อน 3-4 องค์มาเพื่อนเราเป็นอะไรมาร้องให้ช่วยปิดไฟมามาเห็นเสือโคร่งแล้วกะบ่ได้บ้าง หลวงพี่ 3-4 องค์ บ่กล้าสละชีวิตจะช่วย เรื่องนั้นได้ก็ไม่เป็นไรบอกว่าเออทำเลยหาใครแล้วคำภาวนาคำสอนอาจารย์ท่านก็ให้ภาวนาและเสือโคร่งใครไปช่วยบ่ได้องค์ใดไปทั่วอย่างนั้นก็ตายจะตายก่อนกันก็ได้ลองบอกองค์ใดได้สติขึ้นมาถึงขั้นตายแล้วยังจะมองหาใครอีกก็ให้ภาวนาพุทโธ พุทโธ รวมจิตใจเข้าไปจนได้สำเร็จในเวลาเสือตะครุบ แต่เสือนั้นมันก็กิน จริงๆ มันห้ามบ่ได้ มันตายแท้ๆ ท่านจึงเร่งภาวนาเลย จึงได้สำเร็จ ยังบ่ถึงท้องยังพูดได้อยู่ จิตมันก็พันทุกข์ นี้ว่าสำเร็จในปากเสือ ทุกคนที่บวชในศาสนาแบบสำเร็จในปากเสือ เป็นตัวอย่างสมัยนี้ก็ยังบ่มีพระเณรขี้เกียจขี้คร้านนอนตื่นหลังไก่ป่ามีเยอะจนญาติโยมพร้อมญาติโยมอยู่ในกรุงเทพฯ พวกที่ชอบทำบุญทำทานกับพระที่อยู่ในกรุงเทพฯ เขาก็บ่ยอมทำไปหาทำกับพระอยู่ที่อื่น ยุคนี้มันเสื่อมเสียมาก ถ้านานกว่านี้หน่อยเขาก็จะบอกให้มาให้มันเดือดร้อนนะเดี๋ยวนี้คนยังรออยู่ถ้าพระสงฆ์ ผ้าขาว นางชี ประพฤติไม่ดีซึ่งความเสื่อมเสื่อมไปได้ 


ให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนาอย่าได้ถอยเพียรพยายาม ให้กินน้อยการบริโภคอาหารมันถ้าลดลงไปมันก็เป็นธรรมดา แต่มันได้ประโยชน์ทางจิตใจเรา มัวแต่มาอิ่มหนำสำราญร่างกายอ้วน ที่ขึ้นมาราคะตัณหามันแรง จะตัดมันก็ยังไม่เกิดขึ้น มีแต่คอยจะเอาง่ายๆไม่ต้องประมาณ ตัวเองก็เลยสิกขาลาเพศ        มีพระองค์หนึ่งชื่อ เย้ยฟ้า เคยมาจำพรรษาขึ้นไปติดธง ลงมาบ่พิจารณาทางขึ้นทางลงทางปฏิบัติภูเขาไม่นอนข้างกูเขาดีนั่นเสือโคร่งบ่ลงมาหากินทั้งนั้นมาลงมา เย้ยฟ้า บ่ได้ มันจะเข้าไปในท้องเสือแล้ววันงาน เพื่อนก็บอกว่านี่แหละที่ เย้ยฟ้า หลวงปู่เฒ่าจำก็บ่ได้ อำนาจกิเลสกิเลสราคะโทสะโมหะครอบงำอยู่บ่แล้ว


เวลาที่เราได้มีโอกาสได้มา ปฏิบัติในพรหมจรรย์ ต้องรีบแรงต่อกิเลสความโลภมักน้อยยินดีสันโดษ อยู่ในที่เงียบที่สงัด กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ไม่เป็นคนพูดมาก พูดมากปากเกลียด กิเลสนักไม่ได้เรื่อง ผู้สนใจในภาวนาต้องตั้งใจ กินน้อยนอน น้อยพูดน้อย เดินจงกรมให้มาก นั่งสมาธิภาวนาให้ได้นานา เจริญพุทธมนต์สวดมนต์ให้ได้มาก หัดอยู่คนเดียวให้ได้ ไม่ต้องไปหาคุยกับคนนู้นอย่างนี้เฮฮาบ่ได้เรื่อง ฝึกตัวเองให้ได้ อยู่ที่ไหนกับท่านทางจงกรม ที่จะเดินจงกรมของตนบิณฑบาตฉันบิณฑบาตแล้วเข้าทางจงกรม ทางจงกรมก็ให้ทำเป็นที่นั่งได้ หัวทางเดินภาวนาพุทโธจนเหนื่อยแล้วก็นั่งหัวทางจงกรมนั่งภาวนา ถ้าง่วงก็ลุกขึ้นเดิน ถ้าง่วงจังๆเข้ามาเหรอนั่งมันก็จะหลับ ทำมนุษย์ก็พักหลับไป 


ถ้าไม่รีบเร่งปฏิบัติบ่ได้คอยตามกิเลสพาไป มีหลวงตามาจากจังหวัดนครราชสีมา มาขอให้หลวงปู่เป่าหัวให้ เป็นพระหลวงตา ยังมาขอหวยด้วยบอกเลขให้ด้วย นี้บอกว่าเลข 1 ถึงเลข 0 นั้น สมัยครั้งพุทธกาลท่านเอามาบวชตั้งแต่อายุ 7 ขวบนั่งสมาธิวันละกิเลสความโกรธโลภหลงได้เหมือนกันคนใหญ่ อายุ 7 ขวบภาวนาได้สำเร็จมรรคผล พวกเรานี้แหละว่าเป็นพระเป็นเณรใหญ่ ตั้งอกตั้งใจ ภาวนาประกอบกับทำจึงจะเกิดความรู้ความฉลาด ปฏิบัติการกระทำและมันจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเพราะว่าเราจะไปคิดเอาเองว่าจะต้องทำอย่างนั้นจะต้องทำอย่างนี้ ละอย่างนั้นอย่างนี้ มารยาของพญามารกิเลสมารกิเลสมารสังขารามามัจจุมารเมื่อภาวนาไปหน่อยมันก็เอาเรื่องความตายมาจะไปภาวนามากมากแล้วก็ตายง่าย


  อย่าไปเชื่อมันทำให้มากเจริญให้มากภาวนาทุกลมหายใจเข้าออกตัวให้เหมือนลมหายใจเข้าออกเข้าแล้วก็ออกไปออกไปแล้วก็เข้ามา ภาวนาพุทโธให้ได้เหมือนกับลมหายใจเข้าออกพระพุทธเจ้าท่านก็กำหนดลมหายใจเข้าออกลึกๆแล้วเป็นเบื้องต้นท่านกำหนดจนมองเห็นได้ว่าความตายนี่มันไม่ใช่ว่าแต่เหตุการณ์ภายนอกลมหายใจและมันใกล้ตายที่สุด สูดลมหายใจเข้าไปเกิดในครั้งในปอดในตับมันขัดข้องขึ้นมา ลมออกไปสูดเข้าไปไม่ได้ก็ตายได้เหมือนกัน ท่านมองเห็นมรณภัยในความตายทุกลมหายใจเข้าออกจนจิตใจสงบสลดสังเวช  ในความหลงความไม่รู้ของตัวเอง ฝึกจิตใจให้มีความสงบตั้งมั่นไม่หันเหไปสู่ฆราวาสญาติโยม  พุทธสาวกในครั้งพุทธกาลท่านได้บรรลุมรรคผล บ่ใช่นั่งรอท่า ความจริงมันก็มีอยู่ที่จิตใจของเรานี่แหละ แต่ถ้าใจกิเลสมันเข้ามาแทรกแซงมันบ่ได้ไปทั่วเข้าใจผิดหลงไป รวมกำลังให้เข้ามาพระพุทธองค์ท่านท่านจึงตรัสถามพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ดูก่อนอานนท์อานนท์นึกถึงความตายวันละกี่ครั้งต่อวัน วันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่ ต้องให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออกนะจะว่าเป็นผู้ไม่ประมาทร่วมเข้าไปสูดลมกับเราตายได้ละลมเข้าไป เวลาลมออกมาอบรมที่ออกมาก็ได้คนทั้งหลายมันตายอยู่ที่ลมเข้า -ลมออกไม่ได้ป่วยอะไรก็ตามทั้งหมดรวมทั้งนั้นตายลมออกซิเจนมันเป็นอาหารอย่างละเอียดไม่ใช่อาหารหยาบหยาบ เป็นอาหารละเอียดแล้วออกมาไม่ได้ก็ตาย หายใจออกไปสูดเข้ามาไม่ได้ก็ตาย 


ชีวิตของคนเรามันตายได้ทุกเวลา ไม่ควรประมาทควรรีบเร่งตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญภาวนา ถ้าจะเอาแค่มาฟังธรรมคำสั่งสอนไงก็ไม่พอกับเหตุการณ์ *เราจะต้องเอาทุกลมหายใจเข้าหายใจออกเตือนใจอุบายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะติดใจของเราก็ให้นึกให้สอนเอามาสอนเรามาเตือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอุบายทั้งนั้น เห็นใบไม้ร่วงหล่นเขาใบไม้ เห็นต้นไม้หักมาสอนนะชีวิตของมนุษย์ทุกคนมันหักลงมาคุณลงมาจากต้นไม้เหมือนใบไม้ที่มันร่วงหล่นตายไป ชีวิตของคนเราตายไปตายไปแล้วค่อยเข้าใจว่าเรายังหนุ่มยังสาว ไม่เป็นไรเวลาจะตายกับตายแต่หลวงปู่หลวงตาแก่ๆฟันหลุดหมดแล้วเรายังฝันดีกินข้าวอร่อยอยู่คงไม่ตายง่ายๆอันนี้มันเป็นความคิดหลงอยู่ในยุคนี้มันเป็นยุคยวดยานพาหนะ พาไปมากับคนเฒ่าคนก็บ่ค่อยตายตายคนหนุ่ม อายุ 40 กว่า 20 30 ขับรถขับราก็ยังไม่ระวังชนกันตาย เมื่อวันที่ 28 เข้าไปเทศในวิทยาลัยครูในกลางทางอำเภอแม่ริมไปเชียงใหม่ ทางก็ดีๆไม่รู้มันเอาไปชนกันยังไงแต่ไม่ใช่รถเราไปชนเขารถเขาชนรถเขาแต่มันขวางทางอยู่ นั่นแหละคนหนุ่มมาตายเร็วที่สุดสมัยนี้ เขาเรียกว่าสมัยนี้คนหนุ่มคนแข็งแรงตายมาก เขาว่ายังไงก็เพราะทำไปตามอำนาจกิเลสพูดไปตามอำนาจกิเลสไม่ได้สงบกายสงบวาจาสงบจิตใจของต นปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำมา จนกระทั่งลงเคลือบฟุ้งซ่านรำคาญเวลาความตายมันเข้ามา ถ้าเราไม่รีบเร่งไม่ภาวนาไม่บำเพ็ญทานไม่รักษาศีลไม่สวดมนต์ไม่ฟังเทศน์เมื่อไม่ฟังเทศน์ฟังธรรม ก็ไม่เห็นสมณะสวดมนต์ภาวนามันจะได้เห็นสมณะผู้สงบระงับผู้สงบระงับทางจิตใจไม่ใช่ว่าไม่ให้พูดไม่ให้ทำ ยืนเดินนั่งนอนพูดจาปราศรัยตามธรรมดา แต่ให้มีสติเดือนจิต เดือนใจของตัวเองไม่เถลไถลไปตามอำนาจกิเลส ต้องรบยืนหยัดขึ้นมาสู้กับกิเลสใจของตัวเองให้ได้ เมื่อใจมันออนท้อแท้ขี้เซา ก็ทับถมเก่ากิเลสราคะโทสะโมหะก็ลุกขึ้นมาท่วมหัวใจเผาผลาญ จนเกิดภยันตรายไม่รู้สึกตัว


ฉะนั้นต้องตั้งใจเอาจริงเอาจังกับมันได้พุทโธอยู่ทุกเวลามานั่งกรรมฐานนึกได้ทุกเวลาเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันได้อะไรไป เวลาคนเขาจะตายแต่ก่อนพวกเราเขาได้อะไรไป  เมื่อถึงตัวเราก็เหมือนกันอย่าอยู่ด้วยความประมาทมัวเมา จงอยู่ด้วยในความไม่ประมาท ความเกียจคร้านไม่มีความมันความขยันขันแข็ง ภาวนาได้ทุกลมหายใจเข้าและออก ตั้งใจจริงๆ จึงจะมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดขึ้นในใจ คิดว่าตาบอดแล้วจึงจะแก้ หูหนวกแล้วจึงจะแก้ ตกนรกมาแก้ไม่ได้แก้ไม่ได้ แก้ในเวลานี้ดีสบายนะ เดี๋ยวนี้ในอนาคตเหมือนกันเก่าแก่ใจของตัวเองไม่ได้หลงไหลไปอยู่ใต้อำนาจกิเลสราคะโทสะโมหะ อย่างนั้นอย่านิ่งนอนใจ ภัยอันตรายในโลกรอบด้านอยู่ นี้เป็นอุบายเตือนเราทั้งหลายไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบลุกขึ้นภาวนาปฏิบัติบูชา สติความระลึกได้ สมาธิตั้งมั่นปัญญาความรอบรู้ในกองสังขาร เมื่อภาวนาให้มากเจริญให้มากปฏิบัติให้มากหรือไว้จึงจะเกิดญาณอันวิเศษลุกขึ้นมาละราคะ โทสะหมดไปสิ้นไปได้อย่าไปคิดว่ามันจะเลื่อนลอยมาไม่มีทาง ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาละเวลา เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้


อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน (๒)

 หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร  วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่



อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน (๒)

https://youtu.be/gQSzQr6H8SA



ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



วันนี้ให้พากันฟังอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเอง อย่ามาเข้าใจผิดคิดว่า ร่างกายสังขารนี้เป็นของ มั่นคงถาวรยั่งยืน แท้จริงร่างกายของคนเรานี่ ก็คือกระดูกต่อกันไว้นั่นเอง มันจะหลุดออกเมื่อใดก็ได้ 

พระพุทธเจ้าท่านแบ่งไว้ว่ามีอยู่ตั้ง 300 ท่อน แต่หมอแพทย์แผนปัจจุบันนับไม่ถึง เธอเขาไม่ได้นับกระดูกหักกระดูกอ่อนเขานับแต่กระดูกแข็ง เวลาฟังอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนนี่ ไม่ให้จิตคิดไปที่อื่นรวมจิตเข้ามาอยู่ในกองกระดูก คือเวลานี้ให้ถือว่าตัวเราทุกคน สมมุติว่ามันตายไปหลายสิบปีแล้ว แต่ยังเหลือ กระดูกมาต่อกันไว้ เวลาเราดูกองกระดูก ดูโครงกระดูก ไม่ต้องดูเนื้อดูหนัง เพ่งเข้าไปว่าตัวหนังน่ะมันตายไปนานแล้วเดี๋ยวนี้ยังเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกนี้เป็นผีหลอก เวลานี้โครงกระดูกนั่งภาวนา         นั่งสมาธิก็ให้ดู ดูหน้าดูตาแต่ไม่ต้องดูตาเป็นเนื้อ ดูกระบอกตา กระบอกตานี่มันโหว่เข้าไปทั้งสองข้างเป็นกระดูกโหว่เข้าไปหรือกระดูกเข้าไป เหมือนเปลือกไข่ที่เขาทำอาหารแล้วทิ้งไว้หรือเอามาเลี้ยงไว้เหมือนกระบอกตา กระดูกนี้ ก็ให้ดูว่า โครงกะดูกหรือกระบอกตานี่แหละให้จิตเห็นในจิตว่ามันเป็นยังไง ให้ดูให้มันเห็นแจ้งในจิตใจของตัวเอง อย่าไปคิดว่าเป็นของสวยของงาม กระบอกตาทั้งสองข้างในภาพให้เห็นชัดแจ้งในแล้ว ลูกกะตาไม่มีมันโหว่เข้าไป อาการที่มันโหว่ข้าไปนะไม่ใช่สวยงาม ยังเหลือแต่โครงกระดูก กระดูกทั้งสองข้าง 


เมื่อเห็นแจ้งชัดแล้ว ดูต่อลงมาลงมาดูดั้งจมูกกระดูกดั้งจมูก เนื้อหนังไม่ให้ปรากฏให้เป็นกระดูก ก็เป็นรูโบ๋เข้าไปเหมือนกัน เป็น 2 รูเข้าไป สมัยเมื่อคนเรายังไม่ตาย น้ำมูกเวลาเป็นหวัดมันก็ไหลออกเป็นของปฏิกูลโสโครก ถ้าเห็นเป็นกระดูกแล้วไม่มีเนื้อหนังหุ้ม ความสวยความงามที่เราว่าจมูกงามไม่มี มันโว่เข้าไปข้าไปในกะโหลกศีรษะ และไม่ห็นว่าไม่งามด้วย ที่ใครเห็นว่างามคือมันเป็นความหลง เห็นว่าดั้งจมูกนี่ไม่งาม เป็นรูโหว่เข้าไป 2 รู เป็นของกิเลศกระดูก ดั้งจมูก ต่ำลงมากว่านั้นหน่อยก็เป็นกระดูกคางข้างบน กระดูกคางข้างบนนี้ก็ให้เห็นเป็นกระดูกทีเดียว แล้วก็ให้เห็นฟันเห็นเขี้ยวเป็นซี่ๆ จับอยู่ทั้งสองข้าง ทั้งหมดน่ะ ให้เป็นให้เห็นเป็นกระดูกฟัน กระดูกเขี้ยวกระดูกคางข้างบน ถ้าดูรูปร่างกระดูกคางนี่ก็ไม่สวยไม่งามอีก ที่เราไปเห็นวานรเห็นลิงว่าขี้ร้ายขี้เหร่ยังดีกว่ากระดูกของเราอีก นี่ไม่เป็นน่าดูเลย 


  มื่อกำหนดได้ว่ามันไม่งามจริงๆมันดูให้ทั่ว แต่นี่ทางนี้มันมีกระดูกข้างบนที่ให้กำหนดนั้น มีกระดูกคางข้างล่าง มันห้อยอยู่กระดูกคางข้างล่างยังห้อยอยู่ อยู่ใต้กระดูกคางข้างบน ดูให้มันเห็น เดี๋ยวนี้เวลานี้ไม่ให้จิตคิดไปที่อื่น ให้เป็นบทกรรมฐานอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ให้เห็นฟันเห็นเขี้ยวเป็นที่ๆด้วย คางข้างล่างมันคงขึ้นไปกรอกกันอยู่ข้างบน สมัยเมื่อมนุษย์ยังไม่ตายแต่เดี๋ยวนี้มันตายไปแล้วยังเหลือแต่โครงกระดูก มนุษย์ไม่ว่าจะบริโภคอาหา รบริโภคผลไม้กินอะไรก็ตาม กระดูกคางข้างบนข้างล่างก็เหมือนกับครกเหมือนกับสาก ครกตำน้ำพริกก็วันละ แต่คบกับตำน้ำพริกนั้นมนุษย์มันต่ำข้างบนลงมา ธรรมชาติคางข้างบนข้างล่าง ใช่คางข้างล่างต่ำขึ้นไป เพื่อให้อาหารแหลก รุ่นแรกละเอียด เมื่อสมัยยังไม่ตายเหลือแต่กระดูกนะมันจะได้ละลายไปเลี้ยงเนื้อหนังมังสั่งในตัวนั้น ถ้าเรากำหนดมาที่นี่ก็จะเห็นอีกกว่า คางข้างบนข้างล่างพร้อมด้วยฟันไม่งามเลย เหมือนกับผีหลอกนั่นแหละ สมัยมันยังมีชีวิตอยู่ คนแก่บางคนมันเนื้อหนังมันเหี่ยวแห้งไปหมด ยังเหลือแต่หนังหุ้ม เราไปดูก็จะเห็นว่าคางข้างล่างเนี่ยมันแกว่งเวลาเขากินอาหาร มันกระทบขึ้นไปร่องแรงอยู่เรื่อย จนกว่าจะอิ่ม นี่ก็ว่ากระดูกคาง


เมื่อเห็นแจ้งในกระดูกคางข้างบนก็ขี้ร้ายขี้เหร่ข้างล่างก็กี่ไร่กิเลสเช่นอีกแล้วจิตอย่ามายึดถือ กระดูก ทีนี้กะโหลกศีรษะมันกะโหลกศีรษะนี้ ก็เข้ากันเป็นสลับกันคือว่ามนุษย์เมื่อมันยังไม่ตายนั่น มันมีมันสมองอยู่ในกะโหลกศีรษะ ถ้ามีอะไรมากระเทือน ตกลมแรงๆตกอะไรก็มักจะเอาถึงตายได้ สมองแตกสมองเคลื่อนตาย กะโหลกศีรษะนี่แหละป้องกันรักษา ดูข้างหน้า ดูข้างซ้ายดูข้างขวา ดูข้างบน ให้เห็น 

พี่กระดูกมันสลับกันหรือว่าเข้าเป็นเขี้ยวหมาตายสลับกัน ดูให้เห็น ส่วนในมันสมองก็ไม่ให้มันเป็น มันสมองล่ะมันเป็นว่างดูข้างใน ก็เห็นเป็นกระดูก ให้จิตใจนั่นแหละวันนี้แหละ กะโหลกศีรษะ กระบอกตา ดั้งจมูก คางข้างบนข้างล่างพร้อมด้วย ที่เราเห็นว่า ฟันสวยฟันงามคนสวยคนงามไม่มี ถ้ายังเหลือแต่โครงกระดูกพิจารณาเห็นอย่างนี้แหละเสมอกันหมด ไม่มีคนใดสวยงามวิเศษวิโสกว่ากัน ยังเหลือแต่โครงกระดูกไม่มีที่ตรงไหนที่จะมาสำคัญผิดคิดว่าเป็นของสวยของงาม อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ทั้งนั้น 


เมื่อแจ่มแจ้งชัดเจนในกะโหลกศีรษะแล้ว ก็เลื่อนลงไป ใต้กะโหลกศีรษะหรือว่า ที่กะโหลกศีรษะตั้งอยู่นั่นให้ชื่อว่ากระดูกคอ ตั้งตั้งไว้ที่กระดูกคอ กระดูกคอนี้เป็นกระดูกเลื่อนได้ เป็นกระดูกพิเศษก็ว่าได้ ไม่เหมือนกระดูกอย่างอื่น กระดูกนี่มันเลื่อนได้ เมื่อสมัยคนเรายังไม่ตาย มีเนื้อมีหนังอยู่โน่น ดูอะไรๆมันเลื่อนเอาที่นี่ เลื่อนที่กระดูกคอ หน้าตามันก็เลื่อนไปตามกระดูกคอนั้น มีหลายชิ้น ทีนี่กระดูกคอก็ต่อ    ต่อกระดูกสันหลัง กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังกระดูกสันหลังนั้นเป็นท่อนๆ ดูให้เห็นมันมีอยู่ในตัวในกระดูกสันหลังทุกคน แล้วก็มีกระดูกเหง้าแขนทั้งสองข้าง ต่อเข้าไปต่อเข้าไปถึงกระดูกหลัง มีกระดูก ไหปลาร้าจะว่าหรือกระดูกที่เรามองเห็นคนข้างหน้ามันเป็นเหมือนเหมือนด้ามมีดเหมือนมีดเหมือนด้ามมีดเขาก็ให้ชื่อว่ากระดูกมีดกระดูกไหปลาร้าถ้าเอาข้อออกมามันเหมือนน่ะตั้งไว้แล้วก็เหมือนมันไหปลาร้า ดูให้เห็น ว่ากระดูกคอมันตั้งอยู่ต่ออยู่กับกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังและกระดูกแขนทั้งสองข้างก็ต่อออกมาจากนั้น แล้วในกระดูกแขนนี่แหละมันมีกระดูกอันหนึ่งเขาให้ชื่อว่ากระดูกเกิ้ง บางๆมันมาให้ แขนคนเราสมัยที่ยังไม่ตายมันเลื่อนได้ หรือเขาว่าเกิ้งเขาก็ว่ามันเป็นเรื่องเป็นบางๆ แขนท่อนล่างต่อขึ้นมา กระดูกกระดูกแขนท่อนล่างต่อเป็นมาต กระดูกแขนท่อนบนกระดูกแขนท่อนล่างเป็น 2ดูกทั้ง 2 ข้าง ที่มันสร้างมาเป็น 2อยู่กับเพื่อให้ทนทานให้ได้นานเท่าที่จะนานได้ไหมมันหัก ช่วยกันเวลามนุษย์ยังไม่แตกไม่ตายนั้นมันทำการงานอะไรก็อาศัยกระดูกแขนท่อนล่างให้มันแข็งแรงหน่อยธรรมชาติมันสร้าง เวลาเราภาวนาของเพ่งให้มันเห็นกระดูก มาต่อกันที่ที่มันทบส่วนล่างต่ำลงไปกลับไปต่อกับกระดูก กระดูกมือ กระดูกมื้อนี้ก็เป็นท่อนๆ ต่อไปจนสุดไปแล้วเป็นนิ้ว เป็นนิ้วโป้งนิ้วกลางนิ้วโป้งนิ้วชี้นิ้วกลางนิ้วนางนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้างกระดูกทั้งนั้นแหละ 


เมื่อแพ่งดูในกระดูกนี่แล้วมันไม่มีที่ไหนที่เรียกว่าสวยงามขี้เหร่ที่สุด เมื่อดูสุดปลายมือปลายเท้าแล้วเป็นกระดูกทั้งนั้น เพราะมันตายนานๆแล้ว จนหายเหม็นนะ แค่นี้ก็มาดูกระดูกหน้าอก กระดูกหน้าอกกระดูกสันหลังเป็นท่อนท่อนกระดูกข้าง นี้เป็นกระดูกป้องกันภัยอันตราย คือในสมัยเมื่อมนุษย์ยังไม่ตายโน่น ตับไตไส้พุงปอดหัวใจ อะไรๆทั้งหมดมีแต่สิ่งที่จะแตกจะทำร้ายง่ายๆ ธรรมชาติมันก็สร้างกระดูกคาบกระดูกสันหลังกระดูกหลังป้องกัน อาจยังไม่ถึงคราวตายก็อย่าให้มันตายง่ายๆเวลาพักตกหกล้มอะไรต่อมิอะไร ถึงวันนั้นก็หลังหักกระดูกข้างหักกันอยู่เรื่อยๆ 


เวลานี้เราดูให้รู้ว่า ตำแหน่งกระดูกข้าง ตำแหน่งกระดูกสันหลัง มันอยู่ตรงใดมีรูปร่างสีสันฐานอย่างไรก็ให้ดูตามความเป็นจริงนั้น จนถึงกระดูกบั้นเอว เมื่อถึงกระดูกบั้นเอวถ้าเราตั้งไว้ดูข้างหลังเป็นลูกหนึ่งถ้าดูข้างหน้าก็เป็นลูกนึง เห็นเป็นโครงกระดูกละมั้ง ข้างในก็ว่าง ข้างนอกกระดูกข้างเต็มเป็นซี่ๆ ดูตลอดมาตั้งแต่ก็บอกตากะโหลกศีรษะแล้ว คนขี้กลัวผีเราก็นอนไม่หลับ เพราะว่าผีกระดูก ผีกระดูกของเราเองมันหลอกอยู่ไม่ได้หยุด ดูให้มันเห็น แผ่นดูจิตแม่นแล้วมันก็ปรากฏ เหมือนอย่างไรก็ดูไปอย่างนั้น อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ให้ภาวนาอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน กระดูกบั้นเอวก็เป็นท่อนท่อน กระดูกบั้นเอวมันไปต่อกระดูกสะโพกกระดูกก้นกบ กระดูกเกๆ เขาก็ว่า เมื่อกระดูกบั้นเอวต่อตรงกลาง แล้วก็มีกระดูกเหง้าข้างทั้งสองข้าง มาต่อจากนี้อีกทีหนึ่ง กระดูกขาท่อนบนมันเป็นกลมกลมสำหรับมารวมไว้ในที่มันเป็นช่องเป็นรู สมัยยังไม่ตายมันต่อกันตรงนี้ทั้งสองข้าง ว่ากระดูกเหง้าขาท่อนบนตอนนี้ อันล่างก็ต่อเขา ในเขานี่ก็มีกระดูกแข้งขึ้นมามาต่อกันให้ที่ว่ากระดูกเข่า มันพับได้ แล้วยังมีกระดูกสะบ้าคือมันเป็นกระดูกกลมๆ แบนๆหน่อยสำหรับ เมื่อสมัยมนุษย์ยังไม่แตกไม่ตายนั้นกระดูกนี้มันช่วย ช่วยไม่ให้กระดูกขากับกระดูกเข่ามันหลุดออกจากกัน มันช่วยประคับประคอง ดูให้มันเห็น ทีนี่กระดูกแข้งกับมาต่อกระดูกขา ข้างล่าง การดูแข้งนี้ ทั้งสองข้างก็มีสองเหมือนกัน เป็นสามเหลี่ยม ท่อนบนกับมาต่อกระดูกขา ส่วนล่าง กระดูกแข็งมาต่อเราก็ต่อลงไปทั้งสองข้าง ดูให้เห็นทั้งสองข้างก็เป็นกระดูก ดูแข้งไปสุดกระดูกข้างในไปตั้งกระดูกเถ้ากระดูกมันไปเท่าหนังกระดูกกระดูกเป็นข้อๆเป็นท่อนๆ ลงไปก็เป็นกระดูก นิ้วเท้านิ้วโป้นิ้วใหญ่นิ้วชี้นิ้วกลางนิ้วนางนิ้วก้อยเหมือนกัน มองให้เห็นในจิต เป็นโครงกระดูกนั่งภาวนาฟังธรรม อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน เมื่อเราพิจารณาจริงๆนั้นไม่เหมือนอธิบายนี้ถ้ามันเห็นแจ้งชัดดีเท่าไหร่ก็เท่านั้นดี ดูลงไปจนถึงสุดปลายมือปลายเท้า จากปลายเท้าขึ้นมา ตลอดจนกะโหลกศีรษะ จนเห็นเป็นโครง โครงกระดูก 300 ท่อน แต่ไม่ต้องไปเห็นแบบโรงพยาบาลหรือแบบเขาแขวนไว้ศาลาวัด อันนั้นมันอยู่นอกไม่เอา ให้เห็นมีอยู่ในร่างกายตัวตนของเราทุกคน คำว่าอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน กำหนดขึ้นๆลงเบื้องบนเบื้องต่ำอยู่ตลอดจนเห็นชัดแจ้งในจิตในใจ มองเห็นโครงกระดูกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เวลาโครงกระดูกนั่งสมาธิเป็นอย่างไรก็ดู นั่งแบบไหนก็ให้ดูโครงกระดูกของตัวเองมันนั่ง มันยืนขึ้นกระดูกเมื่อยืนขึ้นมันเป็นรูปร่างอย่างไรดู เมื่อมันเดินไป กระดูกก็ไม่ให้โหลดกำหนดว่าไม่ต้องโหลดเดินให้ดู กระดูกทุกอย่างมันจะเคลื่อนไหวไปมา ให้ปรากฏ แต่ดวงจิตดวงใจผู้กำหนดพิจารณานั้นทีเดียว 


เวลากระดูกเดินไม่ใช่สวยงาม ไปอย่างนั้นแหละ มองให้เห็นเวลาเดินก็เห็นกระดูกมันเดินเป็นโครงเป็นร่างอยู่ ทีนี้เวลาไปรถไปลาก็ดูโครงกระดูกมันนั่ง นั่งแล้วมันทำงานอะไร นั่งในรถในเรือในอะไรก็ตามโครงกระดูกไม่ลืม อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน เวลามันขึ้นรถเวลามันลงรถต้องระวัง กระดูกมันจะหัก เพราะมันยังเหลือแต่กระดูก ที่นี่จนกระทั่งยืนเดินนั่งนอนก็เห็นกระดูกนอน ตื่นขึ้นมากระดูกตื่น เวลาพูดอะไรก็ดูมันพูดเวลากินกระดูกมันกิน เวลาคนเราร้องไห้หัวเราะกับกระดูกมันร้องไห้หัวเราะ กำหนดให้ไปมันทันอยู่อย่างนั้นตลอด 


เมื่อกำหนดกระดูกของเราให้มันแจ่มแจ้งชัดเจนกระดูกบุคคลผู้อื่นมันก็เหมือนกัน ไม่ว่าหญิงไม่ว่าชายไม่ว่าเด็กหนุ่มแก่ชราเหมือนๆกัน อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ไม่มีใครสวยงามกว่ากันเท่าๆกันหมด อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน เพ่งจนกระทั่งเห็นคน จะเป็นชาติใดภาษาใดก็ตาม ฝรั่งมังค่ามันก็ยังเหลือแต่ดั้งจมูกจมูกแหลมไม่มี ตาสีน้ำเงินตาขาวตาฟ้าไม่มีเหมือนกันหมดกระดูก โครงกระดูก กำหนดจิตใจดวงผู้รู้ดูโครงกระดูกของตนและของบุคคลผู้อื่น ไม่มันเห็นว่าเป็นของสวยของงาม ถ้าแพ้มันไม่สวยไม่งาม จิตลงไปในทางที่ผิด จึงมาเกิดราคะตัณหาฟุ้งซ่านรำคาญ บวชในศาสนายังไม่ถึงร้อยปีก็อยากศึกษาลาเพศก็ไม่กำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ของตัวเอง ถ้ากำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ของตัวเองแจ้งแจ้งชัดเจนจะไม่วุ่นวาย นั่งก็เห็นกระดูก 300 ท่อน เจ้ากระดูก 300 ท่อนจะไปที่ไหนน้อเดินไปก็เห็นมันเดินไป นั่งอยู่ก็เห็นกระดูกนั่งอยู่ โครงกระดูก ไม่ใช่แต่เพียงคิดนึกเห็นภาพในนั้นด้วยเพราะมันมีภาพ 


กระดูกมันเป็นของแข็ง เป็นภาพเเป็นโครงกระดูกเมื่อตอนกันไว้ให้มันหลุดกันเรียกว่าเวลาเดินไปมันก็โครงเครงโครงเครงโครงเครงโครงโครงกระดูก ไม่มีใครที่ว่าสวยงามกว่ากัน โครงกระดูกทั้งนั้น ให้รู้ให้เข้าใจ อย่ามาหลงโครงกระดูกของตัวเองว่าดีว่างาม และอย่าไปหลงโครงกระดูกของบุคคลผู้อื่นว่าสวยว่างาม ของเราทั้งหลายพระองค์กำหนดพิจารณาถอยขึ้นถอยลงถอยลงถอยขึ้นชำนิชำนาญ จนไม่หลงไม่ลืม ไม่เข้าใจผิดคิดว่ามันมันเป็นอย่างอื่น  ท่านเห็นว่ามันเป็นโครงกระดูกอยู่อย่างนั้น เจ้าตัวเราจะรู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน เขามีมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ออกมาก็มีแต่ว่าระยะนั้นมันยังเล็กอยู่ มันเล็กก็จริงแต่ว่ากระดูกยังไม่หัก ส่วนมากทุกคนเราเมื่อใหญ่แล้วกระดูกชอบหัก บางคนก็แข็งหักบางคนก็ขาหักดูข้างหักดูแขนหัก คอหักอะไรต่ออะไรคือไม่กำหนดพิจารณา ไม่รักษาตัวเอง 


พระพุทธเจ้าท่านรักษากระดูก 300 ท่อนทำได้ถึง 80 ปีไม่มีอะไรหัก ดีหมด คนเราบางคนยังไม่ถึง 80 ปี หักนู่นหักนี่แหละ นอกจากหักแล้วก็ตายอีก เพราะไม่กำหนด อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน สติสมาธิปัญญาจึงไม่เกิด รักษา อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ของตนตลอดรอดฝั่งไม่ได้ กำหนดพิจารณา อย่ามานั่งเฝ้าอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองอยู่  ไม่กำหนดพิจารณา หวงกระดูก หวงกระดูกเหมือนสุนัขเมื่อมันได้กระดูกแล้วมันมากัดกินกระดูกกระดูกแห้งกระดูกไม่มีเลือดออก คนเราทุกคนเมื่อกำหนดถึงขั้นกระดูกอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน มันมาหลงกระดูก 300 ท่อนแท้ๆ มันดีกว่าไหน พิจารณาดู ดูข้างหน้าเป็นยังไงดูข้างหลังเป็นยังไงดูตามระเบียบขึ้นระเบียบลงเป็นอย่างไรมันมีจริงหรือไม่มีจริงความจริงมันมีอยู่ แต่อาศัยจิตฟุ้งซ่านรำคาญไปที่อื่น กระดูกของตัวเองมี 300 ท่อนก็ไม่ได้นับไม่ได้อ่าน 


  โครงกระดูกผีหลอกอยู่ข้างนั่งมันตลอดเวลานั่ง ยืนมันหลอกเวลา ยืนเดินมันหลอกเวลาเดิน กินข้าวกินน้ำกระดูกมันก็แสดง แต่เจิตมันไม่นอนนำเข้ามาจึงได้ร่วมหลงมัวเมาไปตามกิเลสของโลก ถ้ามันเห็นเป็นโครงกระดูกนั่งกับเป็นโครงกระดูกอย่างนี้อย่างนี้ยืนก็เป็นโครงกระดูกอย่างนี้อย่างนี้ เดินก็เป็นโครงกระดูกเดินอย่างนี้ นอนก็เป็นโครงกระดูกนอนอย่างนี้ ไหว้พระกระดูกเป็นอย่างทำท่าอย่างนี้นั่งสมาธิ นั่งขัดสมาธก็เห็นโครงกระดูกมันหนัก  แปลว่าสติสัมปชัญญะตามรู้ตามเห็นอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองอยู่  แล้วไม่ปล่อยให้ความวิปลาสคลาดเคลื่อนมาทับถมใจ ไปเห็นว่าเป็นของมันคงถาวรเป็นของสวยของงามมันไม่ถูก ที่ถูกมันต้องเห็น อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ต่อกันไว้ไม่มีใครเป็นเจ้าเป็นใหญ่มัน 

ตายแล้วเนื้อหนังมังสามันหลุดลอยไปหมดแล้ว กระดูกมันมีอยู่เท่ากัน


พระพุทธเจ้าท่านจึงให้สาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั้งหมด กำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ให้มันเห็นแจ้งในจิตใจมันจะเด่นละกิเลสราคะตัณหาภายในให้หมดสิ้นไป ในจิตในใจให้หมดไปสิ้นไป ละโมหะอวิชชาตัณหาในจิตใจให้หมดไปสิ้นไป เพราะที่ จิตมาหลงอยู่ในขณะนี้ ในโครงกระดูกอันนี้ เพราะไม่กำหนดพิจารณาอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนให้ดี เกิดมาดีใจเสียใจร้องไห้น้ำตาไหล เวลามันเป็นทุกข์เป็นร้อนไม่ได้สมความปรารถนาก็ร้องไห้ กระดูกมันร้องไห้ก็ให้ดู กระดูกมันร้องไห้ไม่มีน้ำตาหรอกมันอ้าปากร้องไปอย่างนั้น ดูให้เห็น ไม่เห็นอย่าส่งใจไปที่อื่น มันเคลื่อนไหวไปมาอย่างไรตามดู รู้ได้ก็เป็นศีลเป็นธรรม เป็นธรรมะคำสอนพระพุทธเจ้า เมื่อเห็นแจ้งชัดว่าร่างกายกองกระดูกนี่มันเป็นจริงอย่างนี้นั่นแหละ ก็เหมือนก็ว่าพระธรรมท่านสอนพระธรรมสอนพระอริยสงฆ์เจ้าสอน สอนให้จิตใจตัวเรารู้ไม่ได้ให้กระดูกมันรู้ ให้ใจหลงเนี่ยไม่มาหลงกระดูก ดังนั้นผู้ปฏิบัติทั้งหลายอย่ามัวประมาณ อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ของตัวเองดูไม่ได้ไม่เห็นไม่ยอมขึ้นภาวนาดูอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองให้แจ่มแจ้ง แล้วก็จะเห็นของคนอื่นทั่วๆไปเต็มโลกก็เหมือนกันหมด นี่แหละอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน 


ทุกคนจงพากันกำหนดพิจารณาให้แจ่มแจ้งชัดเจนภายในจิตใจของตนให้ได้ จนจิตใจไม่หลงไม่ลืม ใครจะหัวเราะร้องไห้ ใครจะดีใจเสียใจมันก็แค่กระดูก 300 ท่อน ตั้งใจปฏิบัติบูชาภาวนาให้เห็นแจ้งภายในจิตใจ เห็นแจ้งเต็มที่มันจะถอนในตัวกิเลศความโกรธมันจะหมดไป กิเลสความโลภความอยากได้มันจะหมดไป มันเอามาอะไร  มาแต่งกระดูก 300 ท่อนหรือ เอาผ้ามาแต่งสวยๆมันสวยไหมมันก็ไม่สวยมันกระดูก 300 ท่อน ผีหลอกตลอดเวลา ให้รู้ให้เข้าใจ 


เมื่อผู้ปฏิบัติในพุทธศาสนามาแจ้งในอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ใจร้อนเป็นไฟไม่มี ใจจะเย็นเป็นเหมือนน้ำแข็ง นั่งก็เย็น นอนก็เย็น ไปไหนมาไหนพูดจาปราศรัยก็ไม่กระโตกกระตาก สังวรระวังอยู่ที่ไหนไปที่ไหนทำอะไร แล้วว่าอินทรีย์สังวร รักษาตา รักษาหูตาจมูกลิ้นกาย ทุกอย่างได้ เพราะกำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ฉะนั้นเมื่อว่าเราท่านทั้งหลายพากันได้ยินได้ฟังแล้วก็ให้กำหนดจดจำนำไปประพฤติปฏิบัติ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้ 


อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน (๑)

 หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร  วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่



อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน (๑)

https://youtu.be/jxJxmv6jsxc



ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


การฟังธรรมกัณฑ์นี้ให้พากัน กำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองให้ได้ คนเรามักจะลืมตัวว่าตัวเรานี่ก็มั่นคงถาวร เหมือนจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ไข้ และไม่ตาย ดูกิเลสในหัวใจมันดิ้นรนวุ่นวาย เพราะไม่เห็นอัฏฐิกังกระดูก 300 ท่อน ของตัวเอง ฉะนั้นในเวลานี้ให้ปล่อยวางอารมณ์ฟุ้งซ่านต่างๆนานา ไม่ต้องนึกอะไร เพ่งอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเอง ให้กำหนดในจิตในใจนี่ว่า ตัวเรานี่มันตายไปแล้วนาน   แต่บัดนี้กระดูกยังต่อกันอยู่ ให้มองทะลุเข้าไปถึงกองกระดูก ว่ากระดูกนี้พระพุทธเจ้าพระองค์นับได้ 300 ชิ้น 300 ท่อน แต่หมอแพทย์แผนปัจจุบันนับไม่ถึง เพราะว่าเขานับแต่กระดูกที่แข็งกระดูกอ่อนเขาไม่ได้นับ จึงไม่ถึง 300 ท่อน 


  เวลานี้ให้เราเพ่งดูที่กระบอกตาของเรา ไม่ต้องมองให้เห็นเป็นลูกตา คือมองให้เป็นกระดูกเข้าไปกระบอกตานี้โหว่เข้าไปทั้ง2ข้าง ตาที่เราเห็นอยู่ธรรมดาไม่มีก็มันตายยังเหลือแต่กระดูกแล้วกระบอกตานี้คล้ายกันกับเปลือกไข่ที่เขาทำเอาไปทำอาหาร แล้วมันยังเหลือโหว่ของมัน กระดูกตาคนเรากระบอกตาก็เหมือนอย่างนั้น ทำใจให้แน่วแล้วก็เพ่งเข้าไปที่กระบอกตาของตัวเอง จะเห็นว่ากระบอกตานี้มันไม่น่าดูแล้วถ้าจิตของผู้ใดดูกระบอกตาทั้งสองข้าง ที่เขาว่าผีหลอกตอนนี้แหละ ถ้าเราดูให้เห็นมันผีหลอกชัดๆเพราะว่าลูกตาก็ไม่มีหนังตาก็ไม่มี มันโหว่เข้าไป ลึกเข้าไปในกะโหลกศีรษะ แสดงให้เราเห็นว่าผีหลอกทั้งกลางวันกลางคืน ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่มันก็มีมาแล้วตั้งแต่เป็นทารก จนถึงวัยหนุ่มมันก็ผีหลอกทั้งนั้น จนแก่ชราก็ตานี่ก็เมื่อใดตายหมดลมหายใจ เขาไปเผาไฟกระบอกตานี้จึงจะเป็นเถ้าเป็นถ่านไป ดูให้เห็นให้เข้าใจอันถูกต้องที่เราเห็นว่าตาดีตางาม มันเป็นความเห็นผิด ดูตาของตัวเองให้เห็นให้เข้าใจ แล้วมองดูเมื่อใดเวลาใดก็ให้เห็นเป็นกระบอกตา เมื่อเห็นคนก็ให้ทะลุเข้าไปถึงคนที่เราเห็นหน้านั้นก็เห็นกระบอกตาเข้าไปด้วยจะได้ถอนคำว่าสวยว่างามที่จริงมันก็กระบอกตาผีหลอกอยู่ทุกวันเวลานี้ก็ยังโง่เขลาเบาปัญญา ยังให้ผีหลอกต่อมาจนบัดนี้ แล้วผีหลอกนี่มันเป็นตลอดต่อไปจนถึงวันตาย ถ้าไม่ได้ปัญญาญาณอันวิเศษละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปแล้ว มันก็จะหลอกลวงเราท่านทั้งหลาย 


ต่อลงมากระดูกแก้มกระดูกแก้มมันโต ขึ้นไปหน่อยทั้ง 2 ข้างก็ดูให้ให้เห็นให้เข้าใจ แล้วก็กระดูก ดั้งจมูก จมูกก็ไม่ให้เห็นเป็นเนื้อหนังถ้าเห็นกระดูกแล้วก็จะเป็นรูเข้าไป 2 ช่อง กระดูกแก้มกระดูกจะมาดั้งจมูกก็เป็นของไม่งาม ต่อลงมาอีกกับกระดูกคางข้างบนกระดูกคางข้างบน นี้ก็จะมีฟันมีเขี้ยวมีฟันเป็นซี่ ว่าคนยังไม่แก่ก็มีฟันเต็มข้าง ข้างบนนี้ถ้าคนไหนแก่แล้วก็จะไม่มีฟันเหลืออยู่เหลือแต่กระดูกหักกระดูกคางข้างบนนี้ มีไว้สำหรับ บดเคี้ยวอาหาร สมัยที่คนเรายังไม่ตายยังไม่เหลือแต่กระดูกเมื่อเหลือแต่กระดูกนี้แล้วก็ให้เห็นว่า กระดูกคางข้างบน ตั้งแต่ก็กระบอกตาลงมา จนถึงกระดูกคางข้างบนนี่ ไม่ใช่ของสวยของงามที่เราเห็นว่าลิ้นเป็นสัตว์ที่ขี้อายขี้เหร่แต่ถ้าเราดูกระดูกคางของเราแล้วมันก็ร้ายกว่าลิ้นอีกเรียกว่าผีหลอกตลอดเวลา คางข้างบนนี้ก็มีคางข้างล่างอีกข้างข้างล่างนี่ก็มีมันมีเขี้ยวอยู่เหมือนกันคางข้างล่าง ข้างบนนี้มีไว้สำหรับบดเคี้ยวอาหารสมัยที่คนเรายังไม่แตกไม่ตาย ยังมีชีวิตชีวาก็คือว่าข้างบนกับข้างล่างนี่แหละมันเป็นครกเป็นสาก บดเคี้ยวอาหารแล้วจึงกลึนลงไปในลำคอไปกระเพาะอาหาร สมัยที่ยังไม่ตายถ้าตายแล้วก็ยังเหลือแต่กระดูกอย่างนี้แหละ เมื่อมามองเห็นคางบนข้างล่างมันเป็นครกเป็นสาก แต่ว่าครกสากคางข้างบนข้างล่างนี่มันไม่ตำลงไปเหมือนพ่อครัวแม่ครัวตำน้ำพริก แม่ครัวทำน้ำพริก ยกขึ้นบนแล้วมันตำลงไปแต่ว่าทางนี้ตามข้างล่าง ถ้าหากผู้ใดสังเกตได้ในเวลาที่บดเคี้ยวอาหารจะเห็นว่าคางข้างล่างแกว่งขึ้นแกว่งลงอยู่อย่างนั้นเองหรือถ้าดูของตัวไม่เห็นดูคนแก่ชรา เวลาเขาบริโภคอาหารเพราะว่าเนื้อหนังมันเหี่ยวแห้งเข้าไป จะมองเห็นคางข้างบนข้างล่างมันกระทบกัน และแแหว่งร่องแร่งล่องแล่งให้คนเอาตาภายนอกมองก็เห็นนี่แหละ



ให้ดูความจริงของอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ถ้ากำหนดมาถึงนี่ก็จะเห็นว่าไม่งามจริงๆมันหลอกลวงให้ลุ่มหลงมัวเมามาตั้งแต่อดีตชาติภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว เจ้าสังขารกิเลศมารเจ้าอวิชชาตัณหาพาให้คนเราและสัตว์โลกทั้งหลาย หลงมัวเมาอยู่ในกองกระดูกเมื่อดูตั้งแต่ก็บอกตากระดูกแก้มกระดูกดั้งจมูก ฟันเป็นที่ซี่ๆ คางข้างบนข้างล่างและฟัน ก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วก็ให้รวมว่าไม่ใช่เป็นของสวยของงามเป็นของน่าเกลียดน่ากลัวด้วย ถ้าเวลามันโกรธทำไมพี่มนุษย์ยังไม่ตายมันก็นี้แหละออกมาแสดงโทสะจริตก็คือกระดูกนั่นแหละมันโกรธ แต่ไม่ใช่ก็ดูแท้ จิตนะมันโกรธผิดหลงจิตไม่ภาวนาจิตไม่รักเลยความโกรธมันจึงแสดงบทบาท ให้เห็นฟันดุด่าว่าร้ายให้แก่กันและกัน 


ทีนี้กระดูกกะโหลกศีรษะเบื้องบนข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลัง กะโหลกศีรษะนี้ก็ให้มองให้เห็นเป็นกระดูกแม้จะมีมันสมองอยู่ก็ไม่ให้เห็น ให้เห็นเป็นกระดูก กระดูกกะโหลกศีรษะมันจะเป็น สำหรับรักษามันสมองในสมัยที่คนเรามนุษย์เรายังไม่ตาย แล้วมันเข้ากันเป็นตลับหรือว่าเป็นเขี้ยวหมาตายเกาะกันอยู่ มองให้เห็นข้างบนข้างล่างข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลังของกะโหลกศีรษะ กะโหลกศีรษะทั้งหมดแล้วไม่ใช่สวยงาม น่าเกลียดน่ากลัว มันไม่รู้สึกอะไร กระดูกนั้นมันไม่รู้ แต่ว่าจิตอวิชาตัญหามันมาใช้กะโหลกศีรษะ เมื่อมองดูกำหนดให้ดูลงไปกระดูกคอกระดูกคอก็เป็นท่อนท่อน แต่กระดูกคอนี้มีพิเศษอยู่ คือเลื่อนได้ไม่ใช่ตั้งไว้เฉยๆ เวลามนุษย์คนเราที่ยังไม่ตายเวลาจะดูข้างซ้าย-ขวาก็เลื่อนเอาที่กระดูกคอกระดูกคอนี่ต่อกับท่อนบนส่วนบนต่อกับกะโหลกศีรษะ ข้างล่างต่อกับกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังต่อลงไปแต่ก็เป็นกระดูกแขนกระดูกไหปลาร้ากระดูกแขนทั้งสองข้างแล้วก็กระดูกแขนท่อนบนแขนท่อนล่างมี 2 กระดูกมือกระดูกนิ้วมือเป็นข้อๆ 


มาถึงนี่ก็จะเห็นว่าอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน กำลังนั่งภาวนาอยู่ กระดูกนั่นแหละมันพานั่ง ถ้าไม่มีกระดูกนั่งอย่างนี้ไม่ได้มันจะกองลงในพื้นดิน ทีนี้กระดูกสันหลังกระดูกหน้าอกกระดูกนี้สมัยมนุษย์คนเรายังไม่ตายมันป้องกันรเครื่องในข้างในมันมีตับไตไส้พุงอาหารใหม่อาหารเก่าชีวิตคนเรามีอยู่ก็อาศัยเรื่องในนี่แหละหัวใจตับปอด เต็มไปหมดธรรมชาติมันก็สร้างโครงกระดูกสร้างกระดูกป้องกันเวลาอะไรมาถูกมันก็จะไม่ตายง่ายๆหรอกถ้าเข้าแรงๆมันตายได้เหมือนกันกระดูกข้างหัก หากขับรถประมาทรถคว่ำกระดูกหัก ก็บ่นว่ากระดูกไม่ดี ตัวเองไปประมาท กระดูกข้างเพราะมันออกออกจากข้างมาติดกับข้างกระดูกสันหลัง เขาก็ให้ชื่อว่ากระดูกหักมันอยู่ข้างๆกระดูกสันหลังก็เป็นท่อนๆต่อลงไป จนถึงกระดูกบั้นเอวกระดูกบั้นเอวก็เป็นท่อน เอาจิตจอดูใหม่ไม่ต้องนึกอะไร ดูในจิตว่ามันเป็นอย่างนี้ตั้งอยู่อย่างนี้ กระดูกบั้นเอวต่อกับกระดูกสะโพกกระดูก นี่เป็นที่ต่อของกระดูกขาท่อนบน เป็นบวกนิดหน่อยแล้วก็มารวมตั้งที่ตรงนั้น ทั้งสองข้าง ลงไปก็เป็นกระดูกเขา กระดูกเข่าคือกระดูกขาท่อนล่างบนล่างมันต่อกับกระดูกแข้งแล้วก็มีกระดูกสะบ้ากลมๆ เวลาสมัยมนุษย์ยังมีชีวิตชีวาอยู่กระดูกสะบ้ากระดูกอันนี้มันก็ช่วยไม่ให้หัวเข่าหักง่ายๆเวลายกของหนักแบกของหนักๆอะไรต่อมิอะไรมันแข็งแรงขึ้นทั้งสองข้างก็เหมือนกันแล้วกระดูกต้นกระดูกล่างตั้งอยู่บน หลังกระดูกแข้งเพราะชนล่างมันมันเข้ามันตั้งอยู่กับกระดูกเท้าแตกกระดูกแข้ง ก็เหมือนกันว่าช่วยค้ำจุน ไม่ให้มันหักง่ายๆ ธรรมชาติสร้างมาอย่างนั้นกระดูกเท้ามันไปเข้าไปตั้ง รูปนิ้วเท้าก็เป็นเป็นท่อนๆ ให้มันเห็นใจเห็นไม่เป็นคำพูดเห็น จิตดวงผู้รู้ให้รู้ว่านี่มันเป็นอย่างนี้ ตามความเป็นจริงแต่จิตที่ยังไม่เข้าใจ มันก็ค้านไม่เห็นแจ้งไม่เห็นจริงแจ้งไม่แจ้งตามให้กำหนดอยู่ทุกลมหายใจ แล้วก็ดูตั้งแต่กระดูกขึ้นมากระดูกนิ้วเข้าขึ้นมาตลอดจนกระดูก ก็ให้มอง เห็นภาพนั้น ถึงกระดูกเข่า กระดูกสะบ้า กระดูกขา กระดูกสะโพก กระดูกบั้นเอว กระดูกสันหลัง กระดูกหน้าอกกระดูกไหปลาร้า ทำไมถึงว่าเป็นกระดูกไหปลาร้า ถ้าหากว่าเอากระดูกคอออกแล้วเอาไว้แต่กระดูกแขนแล้วก็ตั้งไว้ เหมือนไหเหมือนหม้อที่เขาใส่ปลาร้าปลาลาบปลาเน่าปลาตาย เขาเอามาดองมาหมักใส่เกลือใส่อะไรแล้ว เขาเอาปากมันแคบไหปลาร้าหม้อปลาร้าปมันแคบเขาก็มีทำที่ปิดดี คนเราถ้าเอากระดูกคอออกไปแล้วตั้งไว้มันก็เหมือนไหปลาร้าเขาก็ให้ชื่อว่ากระดูกไหปลาร้าเหมือนหม้อหม้อปลาร้าไหปลาร้า กระดูกแขนกระดูกแขนกระดูกแขนท่อนล่างกระดูกมือกระดูกนิ้วมือเป็นข้อข้อ 


การกำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนนี่คือว่าเพ่งในจิตให้มันเห็น มันเห็นอย่างไรเราดูตามที่มันเห็นให้มันเห็นอยู่ตลอดเวลา เวลาร่างกายนั่งก็เห็นกระดูกนั่งกระดูก 300 ท่อนล่างอย่างนั่งภาวนาอยู่ ก็ให้เห็นโครงกระดูกมันนั่งภาวนา โครงกระดูกมันไม่ทุกข์ไม่ร้อนมันเป็นของแข็งเป็นธาตุหินธาตุเหล็กก็ว่าได้ จิตที่ไม่สงบจิตที่ไม่เห็นแจ้งในอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนมันก็วุ่นวาย ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยมันก็ วุ่นวายในจิต จิตมันกลัวมันไม่ชอบทุกขเวทนา มันชอบทุกขเวทนาจึงให้ชื่อว่าจิตหลงจิตอธิษฐานจิตตัณหาไม่ละกิเลสทานร่างกายจิตใจวุ่นวายไปในทางที่ไม่สงบ ไม่เห็นอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเอง ที่เราบริโภคอาหารกินข้าวก็กินไปเลี้ยงกระดูกนี่แหละ เลี้ยงกระดูก 300 ท่อนตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็กลับมาเอากระดูก 300 ท่อนอีกเกิดมาอีกก็ตายไปอีก แก่ชราก็ตายไปอีกแล้วก็กลับมาเอากระดูก 300 ท่อนนี่อย่างนี้ไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ครั้ง เวียนอยู่อย่างนั้นเวียนอยู่อย่างนี้


เมื่อผู้กำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองเห็นแจ้ง ตั้งแต่กะโหลกศีรษะลงมาจนถึงกระดูกปลายมือปลายเท้า ที่แท้ก็คือว่า อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนนั้นเอง จิตมาเป็นทุกข์เลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็คือเรื่องของกระดูกไว้นั่นเองเข้าใจว่ากองกระดูกมันจะไม่แตกไม่ทำร้ายแท้ที่จริงมันทำลายได้เกิดแล้วมันตายได้ทุกลมหายใจเข้าออกเขาเมื่อเกิดมาแล้วไม่ใช่อยู่อย่างนี้มันมีแก่ขึ้นเมื่อแก่ขึ้นหมดเขตมันก็แก่ลง มีขึ้นแล้วก็ดับไปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นอยู่อย่างนี้  จิตให้รู้เท่าทันว่าที่แท้ก็คืออัฐิกังกระดูก 300 ท่อนนั่นเอง เมื่อเดินท่านก็ให้ดูกระดูกมันเดินมาที่ไหนวิ่งก็ได้ยังเด็กยังหนุ่มมันก็วิ่งไปขึ้นสูงลงต่ำขึ้นต้นไม้ก็ได้อะไรก็ได้กระดูก 300 ท่อนมันไม่กลัวต่างหาก ส่วนกระดูก 300 ท่อนนี่มันเป็นเพียงธาตุกรรมฐาน อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนเป็นธาตุกรรมฐานมองให้เห็นกำหนดให้ได้ ถ้าหากว่ากำหนดกระดูก 300 ท่อนตัวเองแล้วไม่เห็นอย่าไปกินข้าวกินแล้วปัญญาไม่เกิด แต่ดูของตัวเองมีอยู่ก็ไม่ดูไปดูกระดูกคนอื่นไปหลงรักหลงทางกระดูกคนอื่นเพราะไม่ดูกรรมฐาน อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนให้พากันดูตัวเองอย่าไปดูคนอื่นให้โกรธให้ตัวเองว่ามาอยู่อาศัยเป็นสิบๆปีกระดูก 300 ท่อนของตัวเองก็ไม่รู้ไปหลงรักหลง เราเกลียดชังคนโน้นคนนี้ก็คือว่าจิตหลงไปเกลียดทางกระดูก 300 ท่อนตัวเราก็มีตัวคนอื่นก็เหมือนกัน เราไปเลียดไปชังกระดูก 300 ท่อด ฆ่าฟันแทงกันกระดูกมันไม่ว่า แต่ว่าบาปมันเป็นผู้ว่า ใครทำกระดูก 300 ท่อนของคนอื่นแตกดับตายไป บาปอันนั้นก็จะมาถึงตัว 

 

เมื่อบาปมาถึงตัว ก็บ่นเพ้อรำไรว่าข้าพเจ้าทำไมถึงได้รับแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนก็เพราะว่าไม่กำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเอง  จึงได้ทำบาปทางกาย ทางวาจาไม่รู้สึกตัว คิดบาปทางจิตใจไม่รู้สึกตัว ให้พากันแพ่งดูอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเอง  จนเห็นแจ้งตามความเป็นจริง เห็นแจ้งตามความเป็นจริงเมื่อใดเวลาไหน ใจนั้นมันก็ถอนถอนกิเลสความโกรธความอิจฉาความพยาบาดอาฆาตจองเวร ซึ่งกันและกันได้  ความหลงรักหลงชังก็จะหายไป โมโหก็จะลดน้อยถอยลงไปจนหมดสิ้น เพราะว่าที่แท้มัน อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนเท่านั้นเอง จิตไม่ภาวนาดูมีแต่โลภมีแต่ความอยากมีแต่ตัณหากามตัญหาภวตัญหาวิภวตัญหาตัณหาทั้งสามประการมันเต็มหัวใจอยู่จึงไม่รู้ไม่ เห็นมีแต่โมโหโทโสฟุ้งซ่านรำคาญ เจ้าโทสะ เจ้าโมหะ เจ้าราคะ ตัณหา กระดูกตัวเองไม่รู้ไปดูกระดูกคนอื่นจงดูตัวปฏิบัติตัวเองก็คือรวมจิตใจเข้ามา อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนมีหรือไม่  มีมันอยู่อย่างไรตั้งอยู่อย่างไรต้องดูกำหนดด้วยสติปัญญาของตัวเอง จะไปคิดแต่ว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ไม่รู้ไม่เห็นอย่างไร มันมาอยู่อาศัยมาหลงกินหลงนอนสนุกเฮฮาอยู่ในกองกระดูก เมื่ออยู่ในกองกระดูกทำไมไม่ดู ตามันบอดหรือ? หูมันตึงหรือ? จึงไม่ได้ยินเสียงธรรมคำสั่งสอน จมูกไม่มีหรือ ปากลิ้นไม่มีหรือ กายไม่มีหรือ กายก็คือกองกระดูกมันมีมาตั้งแต่ในท้องแม่ แต่อาศัยจิตอวิชา จิตตัญหา จิตโลเลฟุ้งซ่านรำคาญ พระเณรถ้าใกล้จะออกพรรษาก็โลเลโลเลจะไปนู่น โลเลจะไปนี้ จะไปกินเหนือกินใต้ อะไรต่อมิอะไรมันไปที่ไหนดูมัน มันก็ไปบนฟ้าไปใต้ดิน ไปในน้ำ แล้วไปๆมาๆภายใน 100 ปีมันก็ตาย ตายแล้วไปไหนก็ฝังดิน ถมแผ่นดิน ดินนั้นได้แต่มีแต่รายรับไม่มีรายจ่ายคนก็ตายแล้วก็ทั้งดินถมดินกระดูก 300 ท่อนก็ถมดินอยู่ในแผ่นดิน


  ฉะนั้นจิตใจเวลานี้เดี๋ยวนี้ขนาดนี้ มันตื่นนอนหรือยัง ลุกขึ้นภาวนาดูอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวหรือยังไม่ดูรีบตั้งใจขึ้นมาลุกขึ้น ถ้าง่วงเหงาหาวนอนถ้าเราอยู่ในกุฏิวิหารที่อยู่ของเราเดินจงกรม กลับไปกลับมา จะไปนั่งที่เศร้าเหงานอนอยู่ พากองกระดูก 300 ท่อนโง่เขลาเบาปัญญา พิจารณาอะไรไม่ได้กินได้นอน ได้เล่นหัวสนุกเพลิดเพลินได้ แต่จะกำหนดอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ก็อย่าไปมัวหลับหมดนอน  นั่งภาวนาเดินจงกรมดูอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน เบื้องบนแต่เข้าขึ้นมาตลอดกะโหลกศีรษะเบื้องต่ำแต่กะโหลกศีรษะตรงไป จนถึงกระดูกปลายมือปลายเท้ากระดูกนิ้วมือกระดูกนิ้วเท้า กำหนดพิจารณาอยู่ เห็นแจ้งอยู่ในจิตใจของตัวเอง ไม่ต้องไปบอกให้คนอื่นพิจารณาให้อยู่ในตัวในใจของเรานี่แหละ 


  ดูกระดูกของตัวเองจนเห็นทุกอิริยาบถ นั่งก็เห็นกระดูกนั่ง นอนเหยียดยาวอยู่ในเรือในหมอนกระดูกกระดูก 300 ท่อนเวลานอนตะแคงทับซ้ายเป็นอย่างไรกระดูก 300 ท่อน มันตะแคงขวาเป็นอย่างไรมันนอนคว่ำนอนหงาย ก็ดูกระดูก เห็นกระดูกมันนอน  นอนเดี๋ยวมันก็หลับหลับมาก็ตื่นๆก็ลุกขึ้นมาขึ้นมาก็หากิน หากินก็เอามาเลี้ยงกระดูก 300 ท่อน หนาวหน่อยก็ไม่ได้บ่น ร้อนหน่อยก็ไม่ได้บ่น เจ็บน้อยก็ไม่ได้บ่น ถ้าจะตายก็ร้องหาคนนั้นคนนี้ กระดูก 300 ท่อน มันแตกมันดับมันตายมันไม่ไปไหน ตายมันก็พอทับถมแผ่นดินนี่แหละ ในเมื่อเวลาอัฐิกังกระดูก 300 ท่อน ยังมีอยู่อย่าพากันประมาณระเริงหลงไหลไม่ได้ จิตใจผู้รู้อยู่ภายในต้องเป็นผู้ตื่นขึ้นลุกขึ้นทำจิตใจของตนให้แจ้งใสหมดจดสะอาดไม่ให้มีอันใดที่จะมาปิดบังตาของเราได้ ตาใจเพ่งกูเห็นคนก็เห็นกระดูก 300 ท่อน ไม่ว่าหญิงชายเด็กหนุ่มแก่มันก็ 300 ท่อนเหมือนกัน คนจะมากก็มากกระดูก 300 ท่อน คนน้อยก็น้อยกระดูก 300 ท่อน ตัวของคนเรานี้เป็นอย่างไรบุคคลอื่นก็เหมือนกัน


ผู้ใดไม่ใช่สติสมาธิปัญญาภาวนาดูอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองก็โง่เขลาเบาปัญญาอยู่อย่างนั้นแหละ มืดมนไม่แจ้งในความเกิดความแก่ความเจ็บความไข้ความตาย เพราะว่าอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ วิชาแปลว่าความรู้ความแจ้งในจิตในใจ กำหนดอะไรก็แจ่มแจ้งในใจ การกำหนดกระดูกก็แจ้งในกระดูกกำหนดด้วยอะไรอาการ 32 ก็แจ้งชัดไปหมดผู้ตั้งมั่นก็รู้เห็นได้ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นปล่อยให้อำนาจกิเลศฝ่ายต่ำมาย่ำยีหัวใจ จนกระทั่งใจลุกขึ้นภาวนาพิจารณาอัฐิกังกระดูก 300 ท่อนไม่ได้เสียใจมันก็เป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่ ไปไหนมาไหนที่เราบ่นกันว่าทุกอย่างนั้นไม่สบายอย่างนี้ เหน็ตเหนื่อยเมื่อยหิวอย่างโน้นอย่างนี้ ขึ้นเขาลงเขาก็ไปติว่าหนทางหรือภูเขามันสูงมันต่ำมันสั้นอะไรความจริงภูเขาเขาไม่พูด กระดูก 300 ท่อนเขาก็ไม่พูด จิตมานะทิฐิ จิตไม่สงบ ไม่ภาวนา จิตใจไม่รู้ตัวไม่รู้กายไม่รู้ติดไม่รู้วาจา มันถึงพูดจนคิดจึงนึกอยู่ตลอดกาล นี้เจ้าตัณหาเจ้ามานะทิฐิสิ่งที่มีอยู่ดูไม่เห็น  ไปเห็นของภายนอกเห็นของภายนอกมีอะไร มันก็เกิดแก่เจ็บตาย ตายแล้วมันก็เน่าผุพังเหมือนๆกัน อะไรมันวิเศษกว่ากันไปไม่มี คนจะอยู่ในกรุงให้ต่างจังหวัดอยู่ที่ไหนชาติได้ภาษาใดก็ตาม ไม่ว่าฝรั่ง จีน ไทย ญี่ปุ่น ก็กระดูก 300 ท่อนเหมือนกัน เมื่อตายแล้วก็เน่าเหมือนกัน เมื่อเน่าแล้วกลิ่นเหม็นมันก็เหมือนๆกัน ไม่ว่าหญิงชายเด็กหนุ่มแก่ ตายเน่าเปื่อยแล้ว มีหนอนมีแมลงวันกินเท่านั้นเอง


ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมจงดู อัฐิกังกระดูก 300 ท่อนของตัวเองให้เห็นแจ้ง ด้วยจิตใจของตัวเองไม่ใช่ว่าแจ้งแค่คำพูด หรือว่าเขียนหนังสือได้ มองให้มันเห็นกำหนดให้ไม่เห็นอย่าไปถอยความเห็น ที่มันไม่เห็นคือจิตฟุ้งซ่าน ถ้าจิตสงบตั้งมั่นใสสว่างก็เห็นที่มันนั่งเฝ้านอนเฝ้ามาตั้งแต่เกิดจนใกล้จะตายอยู่ทุกลมหายใจเพราะไม่ดูไม่ภาวนา จึงไม่รู้ไม่เห็น ฉะนั้น อัฐิกังกระดูก 300 ท่อน นี้ให้เราท่านทั้งหลายกำหนดจดจำนำไปพินิจพิจารณา จนเห็นแจ้งในธรรมะปฏิบัติ ก็คงได้รับความสุขความเจริญ ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาละเวลา เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้ 



วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563

อิทธิบาท 4

อิทธิบาท 4
 
คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

  • ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ
  • วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง
  • จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่
  • วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่




ฆราวาสธรรม ๔

ฆราวาสธรรม ๔ 

๑.สัจจะ : จริง ตรง แท้ มีความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐาน
๒.ทมะ : ฝึกตน ข่มจิต รักษาใจ รักษาสัจจะ
๓.ขันติ : อดกลั้นต่อการบีบบังคับของกิเสส
๔.จาคะ : เสียสละ



วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วัฏฎสงสาร ๓๑ ภูมิ


วัฏฎสงสาร

๓๑ ภูมิ

ภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิดใน โลกเบื้องสูง โลกเบื้องกลาง และโลกเบื้องต่ำ

ภูมิพ้นโลก
ประกอบด้วย  โสดาบันโลกุตรภูมิ สกทาคามีโลกุตรภูมิ อนาคามีโลกุตรภูมิ อรหัตโลกุตรภูมิ
  • โสดาบันโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๑) ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยบุคคลโสดาบัน แบ่งเป็น
    ๑. เอกพิธีโสดาบัน  จะเกิดอีกชาติเดียว แล้วก็บรรลุพระอรหัตผล  ปรินิพพาน
    ๒. โกลังโกลโสดาบัน  จะเกิดอีก ๒-๖ ชาติ เป็นอย่างมากแล้วก็บรรลุพระอรหัตผล  ปรินิพพาน
    ๓. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน  จะเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ แล้วก็บรรลุพระอรหัตผล  ปรินิพพาน
  • สกทาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๒) ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอริยบุคคลสกทาคามี ซึ่งจะเกิดอีกเพียงชาติเดียว แบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ
    ๑. ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษยโลก และบรรลุพระอรหัตผลในมนุษยโลก
    ๒. ผู้ถึงภูมินี้ในมนุษยโลกแล้วไปบรรลุพระอรหัตผลในเทวโลก
    ๓. ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลกและบรรลุพระอรหัตผลในเทวโลก
    ๔. ผู้ถึงภูมินี้ในเทวโลกแล้วมาบรรลุพระอรหัตผลในมนุษยโลก
    ๕. ผู้ถึงภูมินี้ใน มนุษยโลกแล้วจุติไปเกิดในเทวโลกแล้วกลับมาบรรลุพระอรหัตผลในมนุษยโลก
  • อนาคามีโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นที่ ๓) ผู้ถึงภูมินี้ได้ชื่อว่าพระอนาคามี จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก แบ่งเป็น ๕ ประเภท คือ
    ๑. อันตราปรินิพพายี สําเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งแรกของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่
    ๒. อุปหัจจปรินิพพายี สําเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานภายในอายุครึ่งหลังของสุทธาวาสภูมิพรหมโลกที่สถิตอยู่ 
    ๓. อสังขารปรินิพพายี สําเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานในพรหมโลกที่สถิตอยู่โดยสะดวกสบายไม่ต้องใช้ความเพียรมาก
    ๔. สสังขารปรินิพพายี สําเร็จเป็นพระอรหันต์ ปรินิพพานใน พรหมโลก โดยต้องพยายามอย่างแรงกล้า
    ๕. อุทธังโสตอกนิฏฐคามี ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมโลก ชั้นต่ำที่สุด (อวิหาสุทธาวาสพรหมโลก) แล้วจึงจุติไปเกิด ชั้นสูงขึ้นไปตามลําดับ คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี แล้วสําเร็จเป็นพระอรหันต์ปรินิพพานในอกนิฏฐพรหมโลก
  • อรหัตโลกุตรภูมิ (ภูมิพ้นโลก ชั้นสูงสุด) มี ๒ ประเภท
    ๑. เจโตวิมุตติ เป็นผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานได้ฌานก่อน แล้วเจริญวิปัสสนา กรรมฐานต่อจนสําเร็จพระอรหันต์ หรือ ผู้ที่ปฏิบัติเฉพาะวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อได้มรรคผลนั้นพร้อมกับได้วิชชา ๓ อภิญญา ๖ สามารถ แสดงฤทธิ์ได้
    ๒. ปัญญาวิมุตติ สําเร็จพระอรหันต์ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานล้วน ๆ ไม่ได้บําเพ็ญสมถกรรมฐานมาก่อนเลย เรียกว่า สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ คือ ผู้ปฏิบัติทําให้ฌานแห้งแล้ง ผู้ถึงภูมินี้เป็นผู้ที่สมควรแก่การบูชาของเหล่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะ สิ้นกิเลสโดยตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ สามารถเข้าอรหัตผลสมาบัติ เสวยอารมณ์พระนิพพานได้ตามปรารถนา และไม่ต้องเวียนว่าย ตายเกิดอีกในวัฏสงสาร เมื่อถึงอายุขัยก็ดับขันธ์ปรินิพพาน 
โลกเบื้องสูง ประกอบด้วย ปฐมฌานภูมิ ๓ ทุติยฌานภูมิ ๓ ตติยฌานภูมิ ๓ และพรหมภูมิตั้งแต่ ชั้นที่ ๑๐ - ๒๐  แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์
  • พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหม ผู้เป็นบริษัทท้าวมหาพรหม พระพรหม อายุ ๒๑ อันตรกัปเศษ บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จปฐมฌานได้อย่างสามัญ
  • พรหมปุโรหิตาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๒ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ทรงฐานะอัน ประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม พระพรหม อายุ ๓๒ อันตรกัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จได้ปฐมฌานอย่างปานกลาง
  • มหาพรหมาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๓ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระพรหม อายุ ๑ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จปฐมฌานได้อย่างประณีต
  • ปริตตาภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๔ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งท่านพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีน้อยกว่า พระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน พระพรหม อายุ ๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิด ในชั้นนี้ได้ต้องสําเร็จทุติยฌานได้อย่างสามัญ
  • อัปปมาณาภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๕ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีรัศมีรุ่งเรือง มากมายหาประมาณมิได้ พระพรหม อายุ ๔ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จ ทุติยฌานได้อย่างปานกลาง
  • อาภัสสราภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๖ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีประกายรุ่งโรจน์แห่ง รัศมีนานาแสง พระพรหม อายุ ๘ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จทุติยฌาน ได้อย่างประณีต
  • ปริตตสุภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๗ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงาม แห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย พระพรหม อายุ ๑๖ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จ ตติยฌานได้อย่างสามัญ
  • อัปปมาณสุภาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๘ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสวยงามแห่ง รัศมีมากมายไม่มีประมาณ พระพรหม อายุ ๓๒ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดใน ชั้นนี้ได้ต้องสําเร็จตติยฌานได้อย่างปานกลาง
  • สุภกิณหาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๙ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงาม แห่งรัศมีที่ออกสลับปะปนไปอยู่เสมอตลอดสรีระกาย พระพรหม อายุ ๖๔ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่จะมาอุบัติบังเกิดในชั้นนี้ได้ ต้องสําเร็จตติยฌานได้อย่างประณีต
  • เวหัปผลาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๐ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌาน กุศลอย่างไพบูลย์ พระพรหม อายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้ที่เจริญสมถภาวนาสําเร็จ จตุตถฌาน
  • อสัญญสัตตาภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๑ ภูมิอันเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมทั้งหลาย ผู้ไม่มีสัญญา (พรหมลูกฟัก) อายุ ๕๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาสําเร็จจตุตถฌาน และเป็น ผู้มีสัญญาวิราคภาวนา
  • อวิหาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๒ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติของตน พระพรหมอนาคามี อายุ ๑,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญ สมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมี สัทธินทรีย์แก่กล้า
  • อตัปปาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๓ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามี อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้ไม่มีความเดือดร้อน พระพรหมอนาคามี อายุ ๒,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌานและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสําเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีวิริยินทรีย์แก่กล้า
  • สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๔ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคล ทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใส พระพรหมอนาคามี อายุ ๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาณและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีสตินทรีย์แก่กล้า
  • สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๕ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคล ทั้งหลาย ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า พระพรหมอนาคามี อายุ ๘,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาณ และเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสําเร็จ เป็นพระอนาคามีอริยบุคคล โดยมีสมาธินทรีย์แก่กล้า
  • อกนิฏฐาสุทธาวาสภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๖ ภูมิเป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระอนาคามีอริยบุคคล ทั้งหลาย ผู้ทรงคุณวิเศษโดยไม่มีความเป็นรองกัน พระพรหมอนาคามี อายุ ๑๖,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม ผู้เจริญสมถภาวนาได้จตุตถฌาณและเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสําเร็จ เป็นพระอนาคามี อริยบุคคล โดยมีปัญญินทรีย์แก่กล้า
  • อากาสานัญจายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๗ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติ ซึ่งไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๒๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้จตุตถฌานแล้ว และสําเร็จ อากาสานัญจายตนฌาน
  • วิญญาณัญจายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๘ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยวิญญาณ อันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๔๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษีผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน และสําเร็จวิญญาณัญจายตนฌาน
  • อากิญจัญญายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๑๙ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ อรูปพรหม อายุ ๖๐,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม เป็นโยคีฤาษีผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน และสําเร็จอากิญจัญญายตนฌาน
  • เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมโลก ชั้นที่ ๒๐ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่งมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ อรูปพรหม อายุ ๘๔,๐๐๐ มหากัป บุพกรรม โยคีฤาษี ผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน และสําเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
โลกเบื้องกลาง 
ประกอบด้วย โลกมนุษย์ ๑ กับ เทวภูมิ ๖ แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๘๒,๐๐๐ โยชน์
อายุมนุษย์สมัยพระพุทธองค์ ๑๐๐ ปี อายุมนุษย์ในปัจจุบัน ๗๕ ปี
  • มนุษยภูมิ เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แบ่งเป็น ๔ จําพวก คือ
    ๑. ผู้มืดมาแล้วมืดไป บุคคลที่เกิด ในตระกูลอันต่ำ ยากจน ขัดสน ลําบาก ฝืดเคืองอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย ๔ อย่างหยาบ เช่น มีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมอง หรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ไม่ใคร่ได้ และเขากลับประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย
    ๒. ผู้มืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ ฯลฯ แต่เป็นเขาเป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี้ เป็นคนมีความดําริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิกพกอื่นๆ ย่อมสําเนียกในกริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กําลังจะให้ทาน เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
    ๓. ผู้สว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี มีโภคสมบัติมาก เป็นผู้มีปัจจัย ๔ อันประณีต ทั้งเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วน สะสวย งดงาม ผิวพรรณดูน่าชม แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี้ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักจึงโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาษบุคคลต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งมารดาบิดา สมณชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่กําลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย
    ๔. ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นบุคคลที่อุบัติเกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงาม และเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุพกรรม กรรมของมนุษย์ที่ทําในกาลก่อน ส่งผลให้มีปฏิปทาต่างกัน เช่น บางคนเป็นคนดี บางคนบ้า บางคนรวย บางคนจน บางคนมีปัญญา บางคนเขลา ฯลฯ เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ อาทิ ปฏิปทาให้มีอายุสั้น เพราะเป็นคนเหี้ยมโหดดุร้าย มักคร่าชีวิตสัตว์ ปฏิปทาให้มีอายุยืน เป็นผู้เว้นขาดจากการทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มีความละอาย เอ็นดูอนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลสรรพสัตว์และภูตอยู่
ปฏิปทามีโรคมาก เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ ท่อนไม้ ก้อนดิน ก้อนหิน หรือศาสตราอาวุธต่างๆ ปฏิปทามีโรคน้อย ไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยมือ หรือศาสตราอาวุธต่างๆ มีมีด ขวาน ดาบ ปืน เป็นต้น ปฏิปทาให้มีผิวพรรณทราม เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจโกรธเคือง พยาบาทมาดร้าย ทําความโกรธ ความร้ายและความซึ้งเคียดให้ปรากฏ ปฏิปทาให้มีผิวพรรณงาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทําความโกรธความร้ายและความซึ้งเคียดให้ปรากฏ ปฏิปทาให้เป็นคนมีศักดาน้อย คือเป็นคนมีใจริษยา มุ่งร้าย ผูกใจในการอิจฉาริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น ปฏิปทา ให้เป็นคนมีศักดามาก เป็นคนไม่มีใจริษยา ไม่มุ่งร้าย ยินดีด้วยในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของคนอื่น ปฏิปทาให้มีโภคะน้อย เป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอนที่อาศัย เป็นต้น ปฏิปทาให้มีโภคะมาก ชอบให้ทานมีอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ของหอม ที่นอนที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือชีพราหมณ์ เป็นต้น ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลต่ํา เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่ควรให้ ไม่ให้ทางแก่คนที่ควรให้ทาง เป็นต้น ปฏิปทาให้เกิดในตระกูลสูง เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วจีไพเราะ สงเคราะห์เอื้อเฟื้อ รู้จักยืนเคารพ ยืนรับ ยืนคํานับ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ สักการะแก่คนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เป็นต้น ปฏิปทาทําให้มีปัญญาทราม คือเป็นผู้ไม่เคยเข้าไปหาบัณฑิต สมณะหรือชีพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ เป็นต้น  ปฏิปทาทําให้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มักเข้าไปสอบถาม บัณฑิตสมณะหรือชีพราหมณ์ อะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรเมื่อทําลงไปแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน อะไรเมื่อทําไปแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ดังนี้
  • จาตุมหาราชิกาภูมิ (สวรรค์  ชั้นที่ ๑)  เป็นที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้า  มีท้าวมหาราช  ๔  พระองค์ปกครอง คือ 
    ๑.  ท้าวธตรัฐมหาราช 
    ๒.  ท้าววิฬุหกมหาราช 
    ๓.  ท้าววิรูปักษ์มหาราช 
    ๔.  ท้าวเวสสุวัณมหาราช  (ท้าวกุเวร)  อายุ ๕๐๐ ปีทิพย์  ( ๙ ล้านปีมนุษย์)  บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์  ชอบทำความดี  สันโดด  ยินดีแต่ของๆตน  ชักชวนให้ผู้อื่นประกอบการกุศล  ชอบให้ทาน  ในการให้ทานเป็นผู้มีความหวังให้ทาน  มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน  มุ่งการสั่งสมให้ทาน  ให้ทานด้วยความคิดว่า  "เราตายแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้"  เป็นผู้มีศีล ฯลฯ
  • ตาวติงสาภูมิ  (สวรรค์  ชั้นที่ ๒)     ที่เรียกว่าไตรตรึงษ์หรือดาวดึงส์   เป็นเมืองใหญ่ มี    ๑,๐๐๐   ประตู   มีพระเกศจุฬามณีเจดีย์   มีไม้ทิพย์ชื่อปาริชาตกัลปพฤกษ์ สมเด็จพระอมรินทราธิราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ (๓๖ ล้านปีมนุษย์)    บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ มีจิตบริสุทธิ์ยินดีในการบริจาคทาน   ในการให้ทาน    เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน    ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้     ไม่มุ่งการสะสมให้ทาน   ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า   “ตายแล้วเราจักได้เสวยผลทานนี้”  แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทำดี” งดงามด้วยพยายามรักษาศีลไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ในตระกูล ฯลฯ
  • ยามาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๓) เป็นที่อยู่ของเทพยดาผู้มีแต่ความสุขอันเป็นทิพย์ มีท้าวสุยามเทวราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๒,๐๐๐ปีทิพย์ (๑๔๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ พยายามสร้างเสบียง ไม่หวั่นไหวในการบําเพ็ญบุญกุศล ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “การให้ทานเป็นการกระทําที่ดี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทํามา เราก็ไม่ควรทําให้เสียประเพณี” รักษาศีล มีจิตขวนขวายในพระธรรม ทําความดีด้วยใจจริง
  • ตุสิตาภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๔) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้มีความยินดีแช่มชื่นเป็นนิจ มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง อายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ (๕๗๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีมากในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้ เคยทํามา เราไม่ควรทําให้เสียประเพณี” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราหุงหากิน แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” ทรงศีล ทรงธรรม ชอบฟังพระธรรมเทศนา หรือเป็นพระโพธิสัตว์รู้ธรรมมาก ฯลฯ
  • นิมมานรดีภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๕) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าผู้ยินดีในกามคุณอารมณ์ ซึ่งเนรมิตขึ้นมาตามความพอใจ มีท้าวสุนิมมิตเทวราช ปกครอง อายุ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ (๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ ยินดียิ่งในการบริจาคทาน ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตใจผูกพันในผลแห่งทานแล้วให้ ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทาน ด้วยความคิดว่า “เราหุงหากินได้ แต่สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ไม่หุงหากิน ย่อมเป็นการไม่สมควร” แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักจําแนกแจกทานเช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายในกาลก่อน” ประพฤติธรรมสม่ําเสมอ พยายามรักษาศีล ไม่ให้ขาดได้ มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล และมีวิริยอุตสาหะในการบริจาคทานเป็นอันมาก เพราะผลวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงเท่านั้น จึงอุบัติ เกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้
  • ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ (สวรรค์ ชั้นที่ ๖) เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าซึ่งเสวยกามคุณอารมณ์ แบ่งเป็น ฝ่ายเทพดา มีท้าวปรนิมมิตเทวราช ปกครอง กับ ฝ่ายมาร มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชเป็นผู้ปกครอง อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์ (๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็น มนุษย์มีจิตบริสุทธิ์ อุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่เป็นอุกฤษฎ์ อบรมจิตใจสูงส่งไปด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีลก็ต้องบําเพ็ญ กันอย่างจริงๆ มากไปด้วยศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งยวดและถูกต้อง ในการให้ทาน เป็นผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยความคิดว่า “เราจักเป็นผู้จําแนกแจกทาน เช่นเดียวกับฤาษีทั้งหลายแต่กาลก่อน” แต่ให้ ทานด้วยความคิดว่า “เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตของเราจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส” เพราะวิบากแห่งทาน และศีลอันสูงยิ่ง เท่านั้น จึงอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้
โลกเบื้องต่ำ 
ประกอบด้วย อบายภูมิ ๔ ได้แก่  นรก  เปรต  อสุรกาย  เดรัจฉาน
  • ติรัจฉานภูมิ (โลกเดรัจฉานอยู่ในโลกมนุษย์) โลกของสัตว์ที่มีความยินดีในเหตุ ๓ ประการ คือ การกิน การนอน การสืบพันธุ์
    แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ
    - อปทติรัจฉาน (ไม่มีเท้า ไม่มีขา) เช่น งู ปลา ไส้เดือน ฯลฯ
    - ทวิปทติรัจฉาน (มี ๒ ขา) เช่น นก ไก่ ฯลฯ
    - จตุบทติรัจฉาน (มี ๔ ขา) เช่น วัว ควาย ฯลฯ
    - พหุปทติรัจฉาน (มีมากกว่า ๔ ขา) เช่น ตะขาบ กิ่งกือ ฯลฯ อายุ ไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมที่นําไปเกิดในสัตว์ประเภทต่างๆ ตามอายุของสัตว์ประเภทนั้นๆ บุพกรรม เป็นมนุษย์จิตไม่บริสุทธิ์ ประพฤติอกุศลกรรม อันหยาบช้าลามกทั้งหลาย หรือเพราะอํานาจของเศษบาปอกุศลกรรมที่ตนทําไว้ให้ผล หรือเป็นเพราะเมื่อเป็นมนุษย์ไม่ได้ก่อกรรมทําชั่วอะไร แต่เวลาใกล้จะตายจิตประกอบด้วยโมหะ หลงผิด ขาดสติ ไม่มีสรณะเป็นที่พึ่งจะยึดให้มั่นคง คตินิมิต นิมิตที่ชี้บอกถึงโลกเดรัจฉานที่ตนจะไป เช่น เห็นเป็นทุ่งหญ้า ป่าไม้ ดงหญ้า เชิงเขา ชายน้ำ แม่น้ำ กอไผ่ และภูเขา เป็นต้น บางที่เห็นเป็นรูปสัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง เสือ วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ แร้ง กา เหี้ย นก หนู จิ้งจก ฯลฯ หากภาพเหล่านี้มาปรากฎทางใจ แล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์เมื่อดับจิตตายขณะนั้นต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน
  • อสุรกายภูมิ (โลกอสุรกาย) ภูมิอันเป็นที่อยู่ของสัตว์อันปราศจากความเป็นอิสระและสนุกรื่นเริง แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
    - เทวอสุรา
    - เปตติอสุรา นิรยอสุรา
    - เทวอสุรา มี ๖ จําพวก คือ
    ๑. เวปจิตติอสุรา
    ๒. สุพลือสุรา
    ๓. ราหูอสุรา
    ๔. ปหารอสุรา
    ๕. สัมพรตีอสุรา
    ๖. วินิปาติกอสุรา
    ๕ จําพวกแรกเป็นปฏิปักษ์ต่อเทวดาชั้นตาวสิงสา อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุ สงเคราะห์เข้าในจําพวกเทวดาชั้นตาวติงสา ส่วนวินิปาติกอสุรา มีรูปร่างสัณฐานเล็กกว่า และอํานาจก็น้อยกว่าเทวดาชั้นตาวติงสา เที่ยวอาศัยอยู่ในมนุษยโลกทั่วไป เช่น ตามป่า ตามเขา ต้นไม้ และศาลที่เขาปลูกไว้ ซึ่งเป็นที่อยู่ของภุมมัฏฐเทวดาทั้งหลาย แต่เป็นเพียงบริวารของภุมมัฏฐเทวดาเท่านั้น สงเคราะห์เข้าในจําพวกเทวดา ชั้นจาตุมหาราชิกา
    เปตติอสุรา มี ๓ จําพวก คือ
    ๑. กาลกัญจิกเปรตอสุรา
    ๒. เวมานิกเปรตอสุรา
    ๓. อาวุธิกเปรตอสุรา เป็นเปรตที่ประหัตประหารกันและกันด้วยอาวุธต่าง ๆ นิรยอสุรา เป็นเปรตจําพวกหนึ่งที่เสวย ทุกขเวทนาอยู่ในนรกโลกันตร์ นรกโลกันตร์ตั้งอยู่ระหว่างกลางของจักรวาลทั้งสาม อสุรกายนี้หมายเอาเฉพาะกาลกัญจิกเปรตอสุรกายเท่านั้น อายุและบุพกรรม เช่นเดียวกันกับโลกเปรต
  • เปตติวิสยภูมิ (โลกเปรต) โลกที่อยู่ของสัตว์ผู้ห่างไกลจากความสุข มีมหิทธิกเปรตเป็นเจ้าปกครองดูแล อายุ ไม่แน่นอนแล้วแต่กรรม ได้แก่ เปรต ๑๒ ชนิด คือ
    ๑. วันตาสเปรต กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร 
    ๒. กุณปาสเปรต กินซากศพคน หรือ สัตว์เป็นอาหาร
    ๓. คูถขาทุกเปรต กินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร 
    ๔. อัคคิชาลมุขเปรต มีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ 
    ๕. สูจิมขาเปรต มีปากเท่ารูเข็ม 
    ๖. ตัณหัฏฐิตเปรต ถูกตัณหาเบียดเบียนให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ 
    ๗. สุนิชฌามกเปรต มีลําตัวดําเหมือนตอไม้เผา 
    ๘. สัตถังคเปรต มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด 
    ๙. ปัพพตั้งคเปรต มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา 
    ๑๐. อชครั้งคเปรต มีร่างกายเหมือนงูเหลือม 
    ๑๑. เวมานิกเปรต ต้องเสวยทุกข์ ในเวลากลางวัน แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน 
    ๑๒. มหิทธิกเปรต มีฤทธิ์มาก   

    ที่อยู่ เชิงภูเขาหิมาลัยในป่าวิชฌาฏวี เปรต ๔ ประเภท คือ
    ๑. ปรทัตตุปชีวิกเปรต มีการ เลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้
    ๒. ขุปปิปาสิกเปรต ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ 
    ๓. นิชฌามตัณหักเปรต ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ 
    ๔. กาลกัญจิกเปรต (ชื่อของอสูรกายที่เป็นเปรต) มีร่างกายสูง ๓ คาวุต มีเลือดและเนื้อน้อยไม่มีแรง  มีสีสันคล้ายใบไม้แห้ง ตาถลนออกมาเหมือนตาปู และมีปากเท่ารูเข็มตั้งอยู่กลางศีรษะ เปรต ๒๑ จําพวก คือ มังสเปสิกเปรต มีเนื้อเป็นชิ้น ๆ ไม่มีกระดูก กุมภัณฑ์เปรต  มีอัณฑะใหญ่โตมาก  นิจฉวิตกเปรต เปรตหญิงที่ไม่มีหนัง  ทุกคันธเปรต มีกลิ่นเหม็นเน่า  อสีสเปรต ไม่มีศีรษะ  ภิกขุเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนพระ  สามเณรเปรต มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณร ฯลฯ  บุพกรรม ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เมื่อขาดใจตาย จากมนุษยโลก หากอกุศลกรรมสามารถนําไปสู่นิรยภูมิได้ ต้องไปเสวยทุกขโทษในนรกก่อน พอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว เศษบาปยังมีก็ไปเสวยผลกรรมเป็นเปรตต่อภายหลัง หรือ มีอกุศลกรรมที่เกิดจากโลภะนํามาเกิด คตินิมิต นิมิตที่บ่งบอกถึงโลกเปรต เช่น เห็นหุบเขา ถ้ำอันมืดมิดที่วังเวง และปลอดเปลี่ยว หรือเห็นเป็นแกลบ และข้าวลีบมากมาย แล้วรู้สึกหิวโหยและกระหายน้ำเป็นกําลัง บางทีเห็นว่าตนดื่มกินเลือดน้ำหนองที่น่ารังเกียจสะอิดสะเอียน หรือเห็นเป็นเปรตมีร่างกายผ่ายผอมน่าเกลียดน่ากลัว เนื้อตัวสกปรกรกรุงรัง ฯลฯ หากภาพเหล่านี้มาปรากฏทางใจแล้วจิตยึดหน่วงเป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายขณะนั้น ต้องบังเกิดเป็นเปรตเสวยทุกขเวทนาตามสมควรแก่กรรมอย่างแน่นอน
โลกนรก 
ประกอบด้วย มหานรก ๘ ขุม  อุสสทนรก  ๑๒๘  ขุม  ยมโลกนรก  ๓๒๐  ขุม  โลกันตร์นรก  ๑  ขุม รวม ๔๕๗  ขุม
  • มหานรก ๘ ขุม แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน์

    ๑.สัญชีวนรก นรกที่สัตว์นรกไม่มีวันตาย อายุ ๕๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๙ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีจิตไม่บริสุทธิ์ หยาบช้าลามก ก่อกรรมทําเข็ญ เช่นฆ่าเนื้อ เบือสัตว์ เบียดเบียนบุคคลที่ต่ํากว่าตน โดยความไม่เป็นธรรมให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นนิจ ฯลฯ

    ๒.กาฬสุตตนรก นรกที่ลงโทษด้วยเส้นเชือกดํา แล้วก็ถากหรือตัดด้วยเครื่องประหาร อายุ ๑,๐๐๐ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๓๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ทําการทรมานสัตว์ด้วยการตัดเท้า หู ปาก จมูก ฯลฯ ทําร้ายบิดามารดา ครู อาจารย์ ฯลฯ เบียดเบียนหรือฆ่าภิกษุ สามเณร ดาบส หรือเป็นเพชฌฆาต

    ๓.สังฆาฏนรก นรกที่มีภูเขาเหล็กใหญ่มีไฟลุกโพลงบดขยี้สัตว์นรก อายุ ๒,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๑๔๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็น มนุษย์มีใจบาปหยาบช้าด้วยใจอกุศลกรรม ไร้ความเมตตากรุณา ทําทารุณกรรมสัตว์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นประจํา หรือบุคคลที่ทรมานเบียดเบียนสัตว์ ที่ตนใช้ประโยชน์ และพวกนายพราน

    ๔.โรรุวนนรก (ธูมโวรุวหรือจูฬโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องให้ครวญครางดังของสัตว์นรกที่ถูกควันไฟอบอ้าว อายุ ๔,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๕๗๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาปเผาสัตว์ทั้งเป็น ตัดสินความไม่ยุติธรรม รุกที่ดิน เอาสาธารณสมบัติมาเป็นของตน กินเหล้าเมา ประทุษร้ายผู้อื่น ชาวประมง คนที่เผาป่าที่สัตว์อาศัยอยู่

    ๕.มหาโรรุวนรก (ชาลโรรุว) นรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องให้ครวญครางดังกว่าโรรุวนรก อายุ ๘,๐๐๐ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๒,๓๐๔ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป ตัดคอสัตว์และมนุษย์ ฆ่าสัตว์ด้วยความโกรธ ปล้น ขโมยทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และของศาสนา เช่น ของภิกษุ สามเณร ดาบส แม่ชี และสิ่งของเครื่องสักการะ ที่เขาบูชาพระรัตนตรัย ปล้นโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของตน

    ๖.ตาปนนรก (จูฬตาปน) นรกที่ทําให้สัตว์เร่าร้อน ด้วยการให้นั่งตรึงติดอยู่ในหลาวเหล็กอันร้อนแดงแล้วให้ไฟไหม้อยู่ อายุ ๑๖,๐๐๐ ปีอายุกัป (๑ วันนรก = ๙,๒๑๖ ล้านปีมนุษย์) บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนใจบาป ประกอบกรรมด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เช่น ฆ่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีพ และคนที่เผาบ้าน เมือง กุฏิ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ปราสาท ทําลายเจดีย์

    ๗.มหาตาปนนรก (ปตาปน) นรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างมากมายเหลือประมาณ อายุ ครึ่งอันตรกัปของมนุษย์ บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์มีใจบาป หนาไปด้วยอกุศลมลทิน เช่น ประหารคนหรือประหารสัตว์ให้ตายเป็นหมู่มาก ๆ ไม่คํานึงถึงชีวิตเขาชีวิตท่าน และคนที่มีอุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง

    ๘.อเวจีนรก นรกที่ปราศจากคลื่นคือความบางเบาแห่งความทุกข์ อายุ ประมาณ ๑ อันตรกัปของมนุษย์ บุพกรรม เมื่อเป็นมนุษย์ได้ทําอนันตริยกรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทําร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทําสังฆเภท ยุยงให้สงฆ์แตกกัน และบุคคลที่ทําลายพุทธเจดีย์ พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้โดยจิตคิดประทุษร้าย บุคคลที่ติเตียนพระอริยบุคคลพระสงฆ์ผู้มีคุณแก่ตน ผู้ที่ยึดถือนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓
  • อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม อยู่รอบๆ ทิศ ๔ ทิศๆ ละ ๔ ของมหานรกแต่ละขุม

    ๑.คูถนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกขเวทนาอยู่ในนรกอุจจาระเน่า โดยถูกหนอนกัดกินทั้งเนื้อ และกระดูกตลอดจนอวัยวะภายในทั้งหมด จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

    ๒.กุกกุฬนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกขเวทนา ละเอียดเป็นจุณ จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตนโดยถูกเผาด้วยขี้เถ้าร้อนระอุ ร่างกายไหม้ยับย่อย

    ๓.สิมปลิวนนรก สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีเศษอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์จากนรกป่าไม้จิ๋วต่อไปจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน

    ๔.อสิปัตตวนนรก สัตว์นรกที่มาเกิดได้รับทุกข์จากป่าไม้ใบดาบ เช่น ใบมะม่วงซึ่งกลายเป็นหอกดาบ และมีสุนัข แร้งคอยทรมานขบกัด กินเลือดเนื้อ จนกว่าจะสิ้นกรรม

    ๕.เวตรณีนรก สัตว์นรกที่เกิดมาได้รับทุกข์จากน้ำเค็มแสบที่มีเครือหวายหนามเหล็ก ใบกลีบบัวหลวง เหล็กตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งคมเป็นกรด มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน
  • ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม อยู่รอบๆ ๔ ทิศๆ ละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม

    ๑.โลหกุมภีนรก เป็นหม้อเหล็กขนาดใหญ่เท่าภูเขา เต็มไปด้วยน้ำแสบร้อนเดือดพล่านตลอดเวลา สัตว์ที่มาเกิดต้องรับทุกข์ทั้งแสบทั้งร้อน เสวยทุกขเวทนาอย่าง แสนสาหัส ถูกต้มเคี่ยวในหม้อเหล็กนรกนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วที่ตนได้ทํามา บุพกรรม เช่นจับสัตว์เป็น ๆ มาต้มในหม้อน้ำร้อน แล้วเอามากินเป็นอาหาร

    ๒.สิมพลีนรก เต็มไปด้วยป่างิ้วนรก มีหนามแหลมคมเป็นกรดยาวประมาณ ๓๖ องคุลี ลุกเป็นเปลวไฟแรงอยู่เสมอ สัตว์นรกที่มาเกิด ต้องรับทุกข์ทรมานจนสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น คบชู้สู่สาว ผิดศีลธรรมประเพณี ชายเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น หญิงเป็นชู้ สามีของผู้อื่น หรือชายหญิงที่มีภรรยาหรือสามี ประพฤตินอกใจไปสู่หาเป็นชู้กับผู้อื่น มักมากในกามคุณ

    ๓.อสินขะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีรูปร่างแปลกพิกล เช่น เล็บมือเล็บเท้าแหลมยาว กลับกลายเป็นอาวุธ หอก ดาบ จอบ เสียม สัตว์นรก เหล่านี้เหมือนคนบ้าวิกลจริตบ้างนั่ง บ้างยืน เอาเล็บมือถากตะกุยเนื้อหนังของตนกินเป็นอาหารตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม เช่น เมื่อเป็นมนุษย์ชอบลักเล็กขโมยน้อย ขโมยของในสถานที่สาธารณะและของที่เขาถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

    ๔.ตามโพทะนรก มีหม้อเหล็กต้มน้ำทองแดงปนด้วยหินกรวด ร้อนระอุตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกข์ โดยการถูกกรอก ด้วยน้ำทองแดง และกรวดหินเข้าไปทางปาก จนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม ด้วยผลกรรมที่ทําไว้ในชาติก่อน ๆ เป็นคนใจอ่อน มัวเมาประมาท ดื่มกินสุราเมรัย แสดงอาการคล้ายคนบ้าเป็นเนืองนิจ

    ๕.อโยคุฬะนรก เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดงเกลื่อนกลาดไปหมด อกุศลกรรมบันดาลสัตว์นรกที่มาเกิดเห็นก้อนเหล็กแดงเป็นอาหาร เมื่อกิน เข้าไปแล้วเหล็กแดงนั้นก็เผาไหม้ไส้พุง ได้รับทุกขเวทนาจนกว่าจะสิ้นกรรม บุพกรรม เช่น แสดงตนว่าเป็นคนใจบุญใจกุศล เรี่ยไรทรัพย์ ว่าจะนําไปทําบุญสร้างกุศล แต่กลับยักยอกเงินทําบุญของผู้อื่นมาเป็นของตน การกุศลก็ทําบ้างไม่ทําบ้างตามที่อ้างไว้ หลอกลวงผู้อื่น

    ๖.ปิสสกปัพพตะนรก มีภูเขาใหญ่ ๔ ทิศ เคลื่อนที่ได้ไม่หยุดหย่อน กลิ้งไปมาบดขยี้สัตว์นรกที่มาเกิดให้บี้แบนกระดูกแตกป่นละเอียด จนตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีก ถูกบดขยี้อีกจนตายเรื่อยไปจนสิ้นกรรมของตน บุพกรรม เช่น เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ประพฤติตน เป็นคนอันธพาล กดขี่ข่มเหงราษฎร ทําร้ายร่างกาย เอาทรัพย์เขามาให้เกินพิกัดอัตราที่กฎหมายกําหนด ไม่มีความกรุณาแก่คนทั้งหลาย

    ๗.ธุสะนรก สัตว์นรกที่มาเกิดมีความกระหายน้ำมาก เมื่อพบสระมีน้ำใสสะอาดก็ดื่มกินเข้าไป อํานาจของกรรมบันดาล ให้น้ำนั้นกลายเป็น แกลบ เป็นข้าวลีบลุกเป็นไฟเผาไหม้ท้องและลําไส้ เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส จากกรรมชั่วที่ทํามา บุพกรรม เช่น คดโกง ไม่มี ความซื่อสัตย์ ปน ปลอมแปลงอาหารและเครื่องใช้แล้วหลอกขายผู้อื่น ได้ทรัพย์สินเงินทองมาโดยมิชอบ

    ๘.สีตโลสิตะนรก เต็มไปด้วยน้ำเย็นยะเยือก เมื่อสัตว์นรกที่มาเกิดตกลงไปก็จะตายฟื้นขึ้นมาก็ถูกจับโยนลงไปอีกเรื่อยไปจนสิ้นกรรมชั่ว ของตน บุพกรรม เช่น จับสัตว์เป็น ๆ โยนลงไปในบ่อ ในเหว ในสระน้ำ หรือมัดสัตว์เป็น ๆ ทิ้งน้ำให้จมน้ำตาย หรือทําให้ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับความทุกข์และตายเพราะน้ำ

    ๙.สุนขะนรก เต็มไปด้วยสุนัขนรก ซึ่งมี ๕ พวกคือ หมานรกดํา หมานรกขาว หมานรกเหลือง หมานรกแดง หมานรกต่าง ๆ และยัง มีฝูงแร้งกา นกตะกรุม สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกสุนัข แจ้งกา ไล่ขบกัดตรงลูกตา ปากและส่วนต่าง ๆ ได้รับทุกขเวทนาจาก ผลกรรมชั่วทางวจีทุจริต บุพกรรม คือ ด่าว่าบิดามารดา ปู่ย่าตายาย พี่ชายพี่สาวและญาติทั้งหลายไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์สามเณร

    ๑๐.ยันตปาสาณะนรก มีภูเขาประหลาด ๒ ลูก เคลื่อนกระทบกันตลอดเวลา สัตว์นรกที่มาเกิดจะถูกภูเขาบีบกระแทก ได้รับทุกขเวทนา แสนสาหัส ตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นมา จนกว่าจะสิ้นกรรมชั่วของตน บุพกรรม เช่น เป็นหญิงชายใจบาปหยาบช้า ค่าตีคู่ครองด้วย ความโกรธ แล้วหันเหประพฤตินอกใจไปคบชู้เป็นสามีภรรยากับคนอื่นตามใจชอบ
โลกันตร์ : โลกันตนรก เป็นนรกขุมใหญ่ อยู่นอกจักรวาล มืดมนไม่มีแสง มองไม่เห็นอะไรเลยและเต็มไปด้วยทะเลน้ำกรดเย็น ที่ตั้ง อยู่ระหว่าง โลกจักรวาล ๓ โลก เหมือนกับวงกลม ๓ วงติดกัน คือ บริเวณช่องว่างของวงทั้ง ๓ สัตว์นรกที่มาเกิดต้องรับทุกขเวทนาเป็นเวลา ๑ พุทธันดร จากผลกรรมชั่ว เช่น ทรมานประทุษร้ายต่อบิดามารดา และผู้ทรงศีล ทรงธรรมหรือทําปาณาติบาต เป็นอาจิณ ฆ่าตัวตาย เป็นต้น

หนังสืออ้างอิง : 
พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ปรมัตถโชติกะ (ปริเฉทที่ ๕ เล่ม ๑) โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ กรุงเทพฯ. ๒๕๔๐
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) มุนีนาถทีปนี สํานักพิมพ์ดอกหญ้า กรุงเทพฯ. ๒๕๓๙
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) ภูมิวิลาสินี สํานักพิมพ์ดอกหญ้า กรุงเทพฯ ๒๕๔๐
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙) กรรมทีปนี สํานักพิมพ์ดอกหญ้า กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ. ๙) โลกทีปนี สํานักพิมพ์ดอกหญ้า กรุงเทพฯ. ๒๕๕๕
บุญชู ศรีมุษิกโพธิ์ (มศว. ประสานมิตร) วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรม ภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๔๒ ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ กรุงเทพฯ. ๒๕๔๖
วัฏฎสงสาร ๓๑ ภูมิ : พระสมบุญ วราสโย , ฉบับปรับปรุง ๑ ต.ค. ๒๕๔๖

หมายเหตุ : แผนภูมินี้ไม่ได้แสดงรูปร่าง ขนาดของภูมิต่างๆ






Siam Class : บันทึกสำหรับคนชอบสะสม แสตมป์ (Stamps)